Page 119 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 119
C10
ก่อนส่งต่อจำนวน 2,351 ราย (ร้อยละ 90.32) ใช้เครื่องติดตามสัญญาณชีพจำนวน 1,632 ราย (ร้อยละ 62.70)
และพบผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลงขณะส่งต่อจำนวน 23 ราย (ร้อยละ 0.88) และได้มีการบริหารจัดการพร้อมทั้ง
ให้คำแนะนำในการเฝ้าระวังอาการระหว่างนำส่ง 100% ในจำนวนนี้ได้รับการประเมินและแก้ไขปัญหาร่วมกับศูนย์
AMAC จำนวน 2 ราย (ร้อยละ 8.70).ในช่วงเดือนมีนาคมถึงกันยายน 2567 หลังการจัดตั้งศูนย์ AMAC
อย่างเต็มรูปแบบ พบว่ามีการรับ Refer in ผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินจำนวน 2,687 ราย โดยมีการประสานงาน
ก่อนส่งต่อจำนวน 2,439 ราย (ร้อยละ 90.77) ใช้เครื่องติดตามสัญญาณชีพจำนวน 1,807 ราย (ร้อยละ 67.25)
แต่พบการเกิดภาวะไม่พึงประสงค์ (Adverse event) คือมีอาการทรุดลงระหว่างเดินทาง จำนวน 110 ราย
(ร้อยละ 4.09) ผู้ป่วยวิกฤตที่มีอาการทรุดลงและได้รับคำแนะนำจากแพทย์ พยาบาล ตาม Protocol และมีการแก้ไข
ภาวะฉุกเฉิน จำนวน 99 ราย (ร้อยละ 90) อุบัติการณ์การเสียชีวิตของผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินขณะส่งต่อเท่ากับ 0
อภิปรายผล
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินด้วยเทคโนโลยีติดตามสถานะผู้ป่วย
แบบเรียลไทม์ และการจัดตั้งศูนย์ AMAC ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและให้คำปรึกษาระหว่างการส่งต่อ
ส่งผลให้สามารถลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะไม่พึงประสงค์ขณะส่งต่อได้อย่างมีนัยสำคัญ. อย่างไรก็ตาม ยังพบ
ข้อจำกัดในการใช้งานเครื่องติดตามสัญญาณชีพ เช่น ความพร้อมใช้งาน การบำรุงรักษา และจำนวนที่เพียงพอ
ต่อการใช้งาน ซึ่งควรได้รับการพัฒนาและปรับปรุงต่อไป.
สรุปและข้อเสนอแนะ
การนำเทคโนโลยีดิจิทัลสุขภาพมาปรับใช้ในการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน และการจัดตั้งศูนย์ AMAC
เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการส่งต่อผู้ป่วย ควรมีการพัฒนา
ต่อเนื่องในด้านต่าง ๆ ดังนี้: 1) เพิ่มสมรรถนะของศูนย์ AMAC ให้สามารถเชื่อมโยงการส่งต่อทั้งในและนอก
เขตสุขภาพ 2) วิจัยและพัฒนาระบบส่งต่อเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล 3) พัฒนาความพร้อมใช้งาน
และการบำรุงรักษาเครื่องติดตามสัญญาณชีพให้เพียงพอต่อการใช้งาน 4) เสริมสร้างทักษะและความมั่นใจ
ของทีมส่งต่อและผู้ประสานงานศูนย์ AMAC ผ่านการฝึกอบรมและทบทวนคุณภาพการส่งต่ออย่างต่อเนื่อง

