Page 398 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 398

H16

                           การคำนวณกลุ่มตัวอย่าง ใช้สูตรของ Cohen (1983:84) = 10 x K (K = จำนวนตัวแปรต้น)
                                                                           = 10 x 10 = 100

                           วิธีการสุ่มตัวอย่าง ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ มีขั้นตอนดำเนินการ ดังนี้
                                1. คัดเลือกผู้ป่วยเบาหวานวัยทำงานที่มารับบริการตรวจรักษาตามนัดในคลินิกโรคเรื้อรัง
                                2. กำหนดช่วงของการสุ่ม (Sampling interval) โดยการคำนวณช่วงของการสุ่ม ดังนี้
                                วิธีการ  I = N/n  เมื่อ I คือ ช่วงของการเลือกตัวอย่างในกลุ่ม

                                N คือ จำนวนประชากรผู้ป่วยเบาหวานวัยทำงานทั้งหมด 1,145 คน
                                n คือ จำนวนกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเบาหวานวัยทำงานที่ต้องการ 100 คน
                                        ดังนั้น ระยะห่างในการสุ่มที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ 11 คน

                           2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม ประกอบด้วย 4 ส่วน ดังนี้ ข้อมูลทั่วไป, แบบวัดความรู้
                  เรื่องการดูแลสุขภาพช่องปาก, แบบสอบถามทัศนคติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก และแบบสอบถามพฤติกรรม
                  การดูแลสุขภาพช่องปาก
                           3. การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ด้วยการทดสอบ Chi-square test
                  และ Pearson Correlation ในการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์


                  ผลการศึกษา
                           1. ข้อมูลทั่วไป ผลการศึกษาข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 68,
                  มีอายุระหว่าง 45 – 54 ปีมากที่สุด ร้อยละ 47, ครึ่งหนึ่งจบการศึกษาระดับประถมศึกษา, ประกอบอาชีพรับจ้าง
                  ร้อยละ 38, รายได้อยู่ในช่วงน้อยกว่า 10,000 บาท กว่าครึ่งเล็กน้อย (ร้อยละ 57), ระยะเวลาที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน

                  ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงน้อยกว่า 9 ปี ร้อยละ 82, โรคร่วมอื่นๆ มากที่สุดคือโรคไขมันในเลือดสูง ร้อยละ 89 รองลงมาคือ
                  โรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 77, ชนิดของฟันในช่องปาก ส่วนใหญ่เป็นฟันแท้ทั้งปาก ร้อยละ 79, ประวัติการสูบ
                  บุหรี่ ไม่สูบมากที่สุด ร้อยละ 84 และประวัติการเข้ารับบริการ ทันตกรรม ไม่เคยมากที่สุด ร้อยละ 46
                           2. ความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 60

                  และ 74 ตามลำดับ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 54 และระดับ
                  ไม่ดี ร้อยละ 44 ตามลำดับ
                           3. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากพบว่า เพศ, ระดับการศึกษา, อาชีพ,
                  ประวัติการสูบบุหรี่ และประวัติการเข้ารับบริการทันตกรรม ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ

                  ช่องปาก และพบว่า อายุ, รายได้, ระยะเวลาที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน, ความรู้ และทัศนคติ ไม่มีความสัมพันธ์
                  กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก

                  อภิปรายผล
                           1. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
                  ช่องปากอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 54 เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากรายด้าน พบว่า

                  กลุ่มตัวอย่างใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ทุกครั้งในการแปรงฟันร้อยละ 90 ซึ่งการแปรงฟันโดยใช้ยาสี
                  ฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของฟัน ป้องกันฟันผุ ช่วยทำความสะอาด ขจัดคราบ
                  สกปรกต่างๆ ทำให้รู้สึกปากสะอาด ส่วนพฤติกรรมที่กลุ่มตัวอย่างไม่เคยปฏิบัติในการดูแลสุขภาพช่องปาก

                  คือ รับประทานอาหารระหว่างมื้ออาหาร กินจุบจิบ ร้อยละ 90.9 รองลงมา คือ ไม่ใช้ไหมขัดฟันช่วย
                  ในการทำความสะอาดซอกฟัน ร้อยละ 87 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ไม่รู้จัก
                  และไม่รู้ประโยชน์ของไหมขัดฟัน จึงไม่เคยใช้ไหมขัดฟันในการทำความสะอาดฟัน
   393   394   395   396   397   398   399   400   401   402   403