Page 653 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 653

N32

                         จากการติดตามผู้ป่วยที่ได้รับยาปฏิชีวนะที่กำหนด พบการสั่งใช้ยา piperacillin/tazobactam
                  มากที่สุด รองลงมาคือ meropenem, levofloxacin, ertapenem, cefotaxime และ amikacin ตามลำดับ

                  ส่วนใหญ่เป็นการสั่งใช้ยาแบบ empiric therapy และมีความเหมาะสมในการสั่งใช้ในประเด็น ข้อบ่งใช้ ขนาดยา
                  และระยะเวลาได้ตามเป้าหมายคือ มากกว่า 90% ผลการประเมินความเหมาะสมด้านข้อบ่งใช้ พบการสั่งใช้
                  เหมาะสมทุกราย ส่วนขนาดยาส่วนใหญ่มีความเหมาะสม ยกเว้น ยา piperacillin/tazobactam พบสั่งขนาด
                  ยาไม่เหมาะสม 2 ราย (6.25%) เนื่องจากผู้ป่วยมีค่าการทำงานของไตเปลี่ยนไป แต่ได้ปรับขนาดยาให้เหมาะสม

                  ตามคำแนะนำของเภสัชกร ส่วนยา meropenem พบการสั่งใช้ในขนาดสูง 1 ราย แต่เภสัชกรได้ปรึกษาแพทย์
                  เพื่อปรับขนาดยา ส่วนความเหมาะสมด้านระยะเวลาพบว่ายามีระยะเวลาการสั่งใช้ยาเหมาะสมทุกรายการยา
                  เช่น ยา piperacillin-tazobactam มีระยะเวลาการใช้ยา 7-14 วัน ร้อยละ 50 และมีการใช้ยาน้อยกว่า 7 วัน

                  ร้อยละ 50 สาเหตุที่มีการใช้ยาน้อยกว่า 7 วัน เนื่องจากส่งไปรักษาต่อและผู้ป่วย UTI ส่วนใหญ่ใช้เวลาในการใช้ยา
                  6 วัน (ข้อมูลระยะเวลาในการใช้ยามากกว่า 7 วัน มีประสิทธิภาพไม่ต่างจากการใช้ยาน้อยกว่า 7 วัน ในการรักษา UTI)
                  และเปลี่ยนแผนการรักษาเนื่องจากเปลี่ยนการวินิจฉัยโรค ส่วนยา meropenem ระยะเวลาในการใช้ยา 7-14 วัน
                  ร้อยละ 81.82 และใช้ยาน้อยกว่า 7 วัน 2 ราย เนื่องจากเปลี่ยนเป็นยาที่มีฤทธิ์แคบลงเมื่อทราบเชื้อก่อโรค
                  ยา ertapenem ระยะเวลาในการใช้ยา 7- 14 วัน ร้อยละ 100 และยา levofloxacin ระยะเวลาการใช้ยา 7-14 วัน

                  ร้อยละ 71.43 ระยะเวลาน้อยกว่า 7 วัน 2 ราย (28.57%) เนื่องจากมีการเปลี่ยนจากยาฉีดเป็นยากินเพื่อลดวันนอน
                  โรงพยาบาล ยา cefotaxime และยา amikacin มีการสั่งใช้ยาน้อยกว่า 7 วัน (ใช้ในเด็ก กุมารแพทย์พิจารณา
                  ใช้ยา 5 วัน)

                  อภิปรายผล

                         แบบแผนการสั่งใช้ยาส่วนใหญ่เป็นแบบ empiric therapy โดยยา piperacillin/tazobactam
                  มีแนวโน้มสั่งใช้แบบ empiric therapy เพิ่มขึ้นในปี 2567 และเป็นไปตามข้อบ่งชี้ที่กำหนดในใบ restricted
                  antibiotic ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของธัญญาพร เกิดศักดิ์ ณ แวงน้อย และเหม่ยเสียน พงศ์วิไลรัตน์
                  ที่ทำการศึกษาประเมินยาปฏิชีวนะที่ต้องใช้ใบประกอบการใช้ยา พบว่าแพทย์รักษาแบบ empiric therapy

                  ร้อยละ 61.93 และ ร้อยละ 56 ตามลำดับ ส่วนยา meropenem และ levofloxacin มีแนวโน้มการสั่งใช้แบบ
                  document therapy เพิ่มขึ้นในปี 2567 สำหรับข้อบ่งใช้เหมาะสมทุกรายเนื่องจากในใบ restricted
                  antibiotic กำหนดข้อบ่งใช้สำหรับยาแต่ละชนิด พบการสั่งขนาดยาไม่เหมาะสม 3 ครั้ง คือ ไม่ปรับตาม
                  การทำงานของไต (2 ครั้ง) และขนาดยาสูงไปตามข้อบ่งใช้ (1ครั้ง)  ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของธัญญาพร

                  เกิดศักดิ์ ณ แวงน้อย คือ พบการสั่งขนาดยาไม่เหมาะสมเนื่องจากไม่ปรับตามการทำงานของไตมากที่สุด
                  เพื่อป้องกันการสั่งขนาดยาไม่เหมาะสมทีมจึงปรับปรุงใบ restricted antibiotic ให้มีข้อมูลขนาดยาตามข้อบ่งใช้
                  และขนาดยาตามการทำงานของไต ส่วนระยะเวลามีความเหมาะสมเนื่องจากมีระบบอนุมัติจ่ายยาแบบ

                  auto-stop ที่ 7 วัน หากต้องการสั่งใช้ต่อต้องขออนุมัติซ้ำ
                  สรุปและข้อเสนอแนะ

                         การกำกับการใช้ยาเป็นสิ่งสำคัญของการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างบูรณาการโรงพยาบาลกันตัง
                  เน้นความร่วมมือของสหวิชาชีพในการกำหนดแนวทางการสั่งใช้ การใช้ข้อมูล antibiogram ของโรงพยาบาล
                  มากำหนดแนวทางสั่งใช้ยา การออกแบบใบประกอบการสั่งใช้ยาโดยมีข้อมูลขนาดยาตามข้อบ่งใช้และค่าการทำงาน

                  ของไต ล้วนส่งเสริมให้เกิดการสั่งใช้ยาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยได้รับยารวดเร็ว ลดโอกาสเกิดเชื้อดื้อยา นอกจากนี้
                  พบว่า การประเมินการใช้ยาแบบไปข้างหน้า (Concurrent DUE) สามารถป้องกันการสั่งยาขนาดไม่เหมาะสม
                  ได้ก่อนที่จะจ่ายและบริหารยาให้ผู้ป่วย
   648   649   650   651   652   653   654   655   656   657   658