Page 649 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 649
N28
ระยะที่ 3 ขั้นตอนการสังเกต (Observing)
การสํารวจร้านชําและวัดความรู้ผู้ประกอบการร้านชําครั้งที่ 2 เป็นเครือข่าย บวร.ร. ตรวจซ้ำเป็นครั้งที่ 2
หลังอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบการร้านชําเป็นเวลา 30 วัน และบันทึกผลการสํารวจ
ระยะที่ 4 ขั้นตอนการสะท้อนผล (Reflecting)
สรุปผลการดำเนินงานผ่านเวทีประชาคมตำบลครั้งที่ 2 ขั้นตอนนี้เป็นการประชุมเพื่อสรุปผล
การดำเนินการโดยเครือข่าย บวร.ร.บึงแก ร่วมกันสะท้อนถึงปัจจัยความสำเร็จ ปัญหา อุปสรรค แลกเปลี่ยน
เรียนรู้และเสนอแนะการแก้ปัญหาในการดำเนินการรอบถัดไป
ผลการศึกษา
กลไกการเฝ้าระวังการจำหน่านยาในร้านชำตำบลบึงแก อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร
1) ชุมชนต้องได้รับความรู้เรื่องการจำหน่ายยาในร้านชำจากส่วนกลางทุกปี 2) มีการตรวจเฝ้าระวังร้านชำ
ทุก 3 เดือน โดยอสม./ทุก 6 เดือน โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล/ทุก 1 ปี โดยเภสัชกรจาก
โรงพยาบาลและสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ 3) องค์การบริหารส่วนตำบลบึงแก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้ข้อมูล
เกี่ยวกับการจำหน่ายยาในร้านชำผ่านการประชุมหมู่บ้าน/หอกระจายข่าว 4) การห้ามจำหน่ายยาในชุมชน
ถูกกำหนดให้เป็นวาระการประชุมของหมู่บ้านในทุกเดือน 5) หากพบการจำหน่ายยาอันตรายในร้านชำให้แจ้ง
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและผู้นำชุมชนลงตรวจสอบหากพบครั้งที่ 1 ให้ตักเตือน และมีการตรวจซ้ำ
ครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก 1 เดือน หากยังพบจะตักเตือนซ้ำ และอีก 1 เดือนหากตรวจพบครั้งที่ 3
จะดำเนินการตามกฎหมาย 6).มีการมอบป้ายร้านชำคุณภาพให้กับร้านชำที่ไม่จำหน่ายยาอันตรายและ
ยาผิดกฎหมายโดยจะมีอายุ 1 ปี และจะต่อให้เมื่อผ่านการตรวจครั้งถัดไป
ผลการพัฒนากลไกการเฝ้าระวังการจำหน่ายยาในร้านชำตำบลบึงแก อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร
1) ผลการสำรวจการจำหน่ายยาในร้านชําทั้งหมด 45 ร้าน พบว่าในการสํารวจครั้งที่ 2 สัดส่วน
ของร้านชําที่จําหน่ายยาที่ห้ามจําหน่ายลดลงจากการสํารวจครั้งที่ 1 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05)
คือ ลดจากร้อยละ 13.8 เหลือร้อยละ 0 ยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จลดลงจากร้อยละ 15.6 เหลือร้อยละ 0 และ
ยาอันตรายที่ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะลดลงจากร้อยละ 8.7 เหลือร้อยละ 0 จากการสํารวจพบยาอันตราย
3 อันดับแรก ได้แก่ paracetamol tablet (Non - blister pack), Paracetamol 500 mg + Chlorpheniramine
2 mg + Phenylephrine 10 mg และยา Ibuprofen 400 mg ตามลำดับ ผลการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ
ในการวัดความรู้ด้านยาของผู้ประกอบการร้านชำก่อนและหลังการอบรม พบว่าผู้ประกอบการมีคะแนนความรู้
เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 19.8 ± 5.3 เป็น 24.5 ± 2.7 (เต็ม 30 คะแนน) (p<0.001)
2) อุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์เกี่ยวกับยาที่ประชาชนได้รับจากร้านชำก่อนและหลังพัฒนากลไก
การเฝ้าระวังการจำหน่ายยาในร้านชำพบว่า มีอุบติการณ์ไม่พึงประสงค์ลดลงจากร้อยละ 9.1 (5 คน) เหลือร้อยละ
1.5 (1 คน) โดยเหลือพบมีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร 1 คน
อภิปรายผล
การวิจัยนี้พัฒนากลไกเฝ้าระวังเพื่อลดการจำหน่ายยาในร้านชำโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่าน
การใช้กิจกรรมในนโยบาย RDU community ทั้ง 5 กิจกรรมหลัก ผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรม การคืนข้อมูล
สู่ชุมชนเพื่อนำไปพัฒนากลไกเฝ้าระวังและสร้างข้อตกลงร่วมกันทุกภาคส่วนระหว่างภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้
ร้านชำจำหน่ายยาที่ห้ามจำหน่ายลดลง เพิ่มการจำหน่ายยาสามัญประจำบ้านเพื่อเป็นทางเลือกในการดูแล
สุขภาพเบื้องต้นของประชาชน ผู้ประกอบการมีความรู้เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้อุบัติการณ์ใช้ยาไม่พึงประสงค์จากยา
ในชุมชนลดลง เมื่อเทียบกับก่อนดำเนินงานวิจัย

