Page 938 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 938
T43
เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข ในฐานะรองประธานคณะกรรมการ
สุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานในการประชุม คสช. ครั้งที่ 6/2566 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการสร้าง
การมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบาย “การสร้างเสริมสุขภาวะระยะสุดท้ายของชีวิตรองรับสังคมสูงวัย”
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยใช้พื้นฐานจากการดูแลประคับประคอง
(Palliative Care) ที่จะช่วยลดความทุกข์ทรมานทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ แก่ผู้ป่วยระยะ
สุดท้ายโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในการหนุนเสริมนโยบายการจัดตั้ง ‘สถานชีวาภิบาล’
3
ของกระทรวงสาธารณสุข
โรงพยาบาลยโสธร เป็นโรงพยาบาลทั่วไปขนาด 370 เตียง ดูแลให้บริการแก่ประชาชนจังหวัดยโสธร
และพื้นที่ใกล้เคียงเปิดให้บริการดูแลแบบประคับประคอง มีผู้ป่วยระยะสุดท้ายเพิ่มมากขึ้น พบว่า ในปี
พ.ศ. 2564 - 2566 มีผู้ป่วยระยะท้าย จำนวน 354 คน 489 คน และ 901 คน ตามลำดับและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ทุกๆปี จากการสำรวจปัญหาการดูแลแบบประคับประคองในโรงพยาบาลยโสธร พบว่า การดูแลผู้ป่วยแบบ
ประคับประคองมีการจัดรูปแบบการดูแลผู้ป่วยประคับประคองระยะใกล้เสียชีวิตการให้บริการยังไม่ชัดเจน
มีแนวปฏิบัติที่หลากหลาย ส่งผลให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัวได้รับการดูแลที่มีความแตกต่างกัน
และไม่ครอบคลุมองค์รวมทั้งภายในโรงพยาบาลและต่อเนื่องถึงชุมชนที่สำคัญบุคลากรทีมสุขภาพบางส่วน
ยังขาดความรู้ทักษะในการประเมินและการดูแลแบบประคับประคอง ไม่มีแนวปฏิบัติในการส่งต่อผู้ป่วย
เมื่อกลับไปยังชุมชน และพบว่า ระบบการดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยแบบประคับประคอง
ในโรงพยาบาลยังมีรูปแบบการให้บริการที่ไม่ชัดเจน เช่น 1) การกำหนดกลุ่มผู้ป่วยเป้าหมาย 2) แนวทางการ
ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง 3) การวางแผนการจำหน่ายและการส่งต่อเพื่อดูแลต่อเนื่อง 4) การประเมิน
ผลลัพธ์ 5) ศักยภาพและความไม่พร้อมไม่เพียงพอของบุคลากร ส่งผลให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว
ได้รับการดูแลที่มีความแตกต่างและมีกลุ่มผู้ป่วยที่ยังไม่เข้าถึงบริการ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจ
ที่จะพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยประคับประคองระยะใกล้เสียชีวิต โรงพยาบาลยโสธร
ผู้ป่วยหรือผู้ที่เจ็บป่วยในระยะท้ายของชีวิตได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมากทั้งทางด้านร่างกายจิตใจ
อารมณ์และจิตวิญญาณดังเช่นการศึกษาของ Ruijs, Kerkhof, van der Wal, & Onwuteaka - Philipsen
(2013) เกี่ยวกับอาการและภาวะที่ต้องทนกับความทุกข์ทรมาน ของผู้ป่วยมะเร็งในระยะท้ายของชีวิตที่บ้าน
(Dying patients) พบว่ามีความไม่สุขสบายด้วยอาการต่าง ๆ โดยเฉพาะ 5 อาการที่พบบ่อยและมีความรุนแรงมาก
ได้แก่อาการอ่อนแรงร้อยละ 93 อาการเหนื่อยหอบ (Tiredness) ร้อยละ 87 อาการไม่สุขสบายทั่วๆไป
(General discomfort) ร้อยละ 80 บุคลิกที่เปลี่ยนไป (Changed appearance) ร้อยละ 78 และอาการปวด
(Pain) ร้อยละ 72 ส่งผลให้มีความทุกข์ทรมาน 5 ด้านได้แก่ 1) อาการต่างๆ (Medical symptoms)
2) สูญเสียการทำหน้าที่ของร่างกาย (Loss of function) 3) ความรู้สึกส่วนตัว (Personal aspects)
4) สิ่งแวดล้อม (Environment) 5) ธรรมชาติและพยากรณ์โรค (Nature and prognosis of disease)
สำหรับในประเทศไทย Tanatwanit (2011) ได้ทำการศึกษาความสุขสบายในผู้สูงอายุที่โรคมะเร็งลุกลาม
ในโรงพยาบาลคณะแพทย์ศาสตร์แห่งหนึ่งจำนวน 111 คนพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความสุขสบายในระดับ
ปานกลางเนื่องจากต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการต่างๆ โดยเฉพาะ 5 อันดับแรกได้แก่ อาการนอนไม่หลับ
อาการเจ็บปวด อาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารอาการเคลื่อนไหวไม่ได้การขับถ่ายผิดปกติ เป็นต้น

