Page 142 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 142
C22
ต่ำกว่าเกณฑ์ (Under Triage) ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและให้ผู้ป่วยเกิดความไม่พึงพอใจ
ทั้งกับผู้ป่วยและบุคลากรในทีมสุขภาพ ทั้งนี้ ปัญหาความรุนแรงและซับซ้อนของอาการเจ็บป่วยผู้ป่วยแต่ละราย
ที่มาในแต่ละสถานการณ์อาจมีผลต่อการตัดสินใจใช้เวลาในการคัดแยกประเภทผู้ป่วยยาวนานขึ้น
การใช้รูปแบบการคัดแยกที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดเวลารอคอย และส่งผลให้ผู้ป่วยวิกฤตได้รับ
การรักษาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังช่วยลดความแออัดในห้องฉุกเฉินและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ Service Plan ด้าน Trauma และ EMS ที่มุ่งเน้น
การพัฒนาการให้บริการฉุกเฉินอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย
ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาการคัดกรองตามแนวคิดการคัดแยกประเภทผู้ป่วยตามความเร่งด่วน
ของผู้ป่วย MOPH ED Triage ที่เข้ากับบริบทงาน และประเมินประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการคัดแยก
ประเภทผู้ป่วย เพื่อนำไปปรับใช้ได้จริงในหน่วยงานต่อไป โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีการพัฒนางาน
อย่างต่อเนื่อง (PDCA) โดยการมีส่วนร่วมของบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินและดูแลผู้ป่วย
โดยหวังว่างานวิจัยนี้จะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการบริการของงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ต่อไป ส่งผลให้ผู้รับบริการปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับบริการ
วัตถุประสงค์การศึกษา
เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉิน งานอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช
โรงพยาบาลท่าหลวง จังหวัดลพบุรี 1. เปรียบเทียบระยะเวลารอคอยของผู้ป่วยก่อน-หลังการใช้รูปแบบการคัดแยก
ผู้ป่วยโดยใช้เกณฑ์การคัดแยกประเภทผู้ป่วยตามความเร่งด่วน (MOPH ED TRIAGE) 2. เพื่อเปรียบเทียบ
ความถูกต้องการคัดแยกก่อน-หลังการใช้รูปแบบการคัดแยกผู้ป่วย และ3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจ
ของพยาบาลวิชาชีพในการใช้แนวทางการคัดแยกประเภทผู้ป่วยตามความเร่งด่วน (MOPH ED TRIAGE)
วิธีการศึกษา
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental) แบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลัง
การทดลอง ประชากรทั้งหมดในการศึกษา ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติหน้าที่คัดกรองงานอุบัติเหตุและ
ฉุกเฉิน ปี พ.ศ.2567 จำนวน 12 ราย และเวชระเบียนผู้ป่วยที่มาใช้บริการงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาล
ท่าหลวง ผู้วิจัยคัดเลือกแบบเจาะจง ( Purposive sampling) โดยแบ่งกลุ่มทดลองเป็น 2 กลุ่ม โดยแบ่งระยะ
ก่อน-หลังใช้รูปการคัดแยกตามลำดับความเร่งด่วน คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยการประมาณค่าจากขนาด
อิทธิพลของ Cohen (1992) โดยกำหนดค่า Effect size = 0.5, Power of the test = 0.8, alpha value = 0.1
ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 95 ราย การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่างการวิจัยนี้ผ่านการพิจารณารับรองจริยธรรม
การวิจัยในมนุษย์จากคณะกรรมการพิจารณาจริธรรมของโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช รหัสงานวิจัย KNH
09/2567 วันที่ 9 เมษายน 2567 - 8 เมษายน 2568 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ความเที่ยงตรงเชิง
เนื้อหา (Content Validity) การหาดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถาม (IOC) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ซึ่งแบบ
บันทึกการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉิน เท่ากับ 0.96 และแบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้แนวทางการคัดแยก
เท่ากับ 0.92 ทำการทดสอบการตรวจสอบความเชื่อมั่นโดยนำไปทดลองใช้ที่ งานอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช

