Page 143 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 143

C23

                  โรงพยาบาลหนองม่วง จังหวัดลพบุรี จำนวน 30 ราย หลังจากนั้นตรวจสอบหาความเชื่อมั่นใช้สูตรสัมประสิทธิ์

                  อัลฟาของครอนบาค ( Cronbach's alpha reliability coefficient ) เท่ากับ 0.73 แบบประเมินความพึงพอใจ
                  ต่อการใช้แนวทางการคัดแยกฯ เท่ากับ 0.81 มีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้

                         1. การวิเคราะห์ปัญหา ศึกษาปัญหาการคัดแยกผู้ป่วยเดิมในงานอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช

                         2. การพัฒนารูปแบบ ใช้ระบบ Triage ที่อ้างอิงตามเกณฑ์มาตรฐาน เช่น ESI (Emergency Severity
                  Index), MOPH ED. TRIAGE กรมการแพทย์ และออกแบบคู่มือหรือเครื่องมือช่วยคัดแยก

                         3. การฝึกอบรมบุคลากร จัดอบรมให้เจ้าหน้าที่พยาบาลเกี่ยวกับแนว ฝึกซ้อมเพื่อเพิ่มทักษะ

                         4. การทดลองใช้งาน ทดลองใช้ระบบ เก็บข้อมูลผลลัพธ์การคัดแยก เช่น ความแม่นยำ เวลาที่ใช้
                         5. การประเมินผล เปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังการใช้ระบบ และเก็บความคิดเห็น ความพึงพอใจ

                  จากบุคลากรที่ใช้รูปแบบ

                  ผลการศึกษา

                         พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในงานอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช ส่วนใหญ่ มีอายุมากกว่า 31-40 ปี
                  จำนวน 6 คน (ร้อยละ 50) มีประสบการณ์การปฏิบัติงานที่ห้องฉุกเฉินมากกว่า 10 ปี จำนวน 5 คน (ร้อยละ

                  41.67) เวชระเบียนผู้รับบริการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 96 คน (ร้อยละ 50.5) เพศชาย จำนวน 94 คน
                  (ร้อยละ 49.5) อายุ มากกว่า 60 ปี จำนวน 46 คน (ร้อยละ 24.2) รองลงมา อายุ 41-50 ปี จำนวน 34 คน

                  (ร้อยละ17.9) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระยะเวลารอคอยเพื่อพบแพทย์ก่อนและหลังการใช้รูปแบบการคัดแยก

                  ผู้ป่วยโดยใช้เกณฑ์การคัดแยกประเภทผู้ป่วยตามความเร่งด่วน (MOPH ED. TRIAGE) พบว่า ระยะเวลารอคอย
                  เฉลี่ยของผู้ป่วยหลังการใช้รูปแบบการคัดแยก (M=11.96, SD=8.23) ลดลงกว่าก่อนรูปแบบการคัดแยก

                  (M=14.91, SD=9.59) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.05) ความถูกต้องการคัดแยก (Correct triage)

                  สูงกว่าก่อนการทดลองคือ ร้อยละ 80 และ 95.78 ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญ (p-value = 0.05) และพบว่า
                  การประเมินระดับความเร่งด่วนสูงเกินจริง (Over triage) เท่ากับร้อยละ 15.79, 4.21 ตามลำดับ

                  และการประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง (Under triage) เท่ากับ 4.21 หลังการใช้รูปแบบการคัดแยกผู้ป่วย

                  โดยใช้เกณฑ์การคัดแยกประเภทผู้ป่วยตามความเร่งด่วน (MOPH ED. TRIAGE) พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจ
                  ต่อแนวทางการคัดแยกประเภทผู้ป่วยตามความเร่งด่วน (MOPH ED. TRIAGE) อยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.74,

                  SD=0.31) มากกว่าก่อนการใช้รูปแบบการคัดแยกผู้ป่วยและจากข้อมูลพบว่าความพึงพอใจต่อแนวทาง
                  การคัดแยกประเภทผู้ป่วยตามความเร่งด่วน (MOPH ED. TRIAGE) สามารถนำไปใช้ได้จริงอยู่ในระดับมากที่สุด

                  (M=4.88, SD=0.33)

                  อภิปรายผล

                         ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การใช้แนวทาง MOPH ED TRIAGE สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการคัด

                  แยกผู้ป่วยฉุกเฉินได้จริง โดยมีผลลัพธ์สำคัญ ได้แก่ ลดระยะเวลารอคอยของผู้ป่วยฉุกเฉิน เพิ่มความถูกต้องของ
                  การคัดแยก ลดปัญหา Over triage และ Under triage และพยาบาลมีความพึงพอใจสูงต่อแนวทาง

                  การคัดแยก ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ ภาสินี คงเพ็ชร์ (2566) ซึ่งพบว่าการใช้แนวทางคัดแยก
                  ช่วยลดระยะเวลารอคอยได้อย่างมีนัยสำคัญ และช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่เหมาะสมมากขึ้น
   138   139   140   141   142   143   144   145   146   147   148