Page 178 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 178
D6
2. บุคลากรปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือดที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวน
หลอดเลือดส่วนกลางที่พัฒนาใหม่ อย่างถูกต้องทุกครั้ง (100%)
3. ทารกที่ได้รับการดูแลตามแนวทางฯที่พัฒนาใหม่มีอัตราCLABSI เป็น 0 โดยมีโอกาสเกิด CLABSI
เพียง 0.07 เท่าของกลุ่มก่อนพัฒนาแนวทางฯ Relative Rate (RR) 0.07 (95%CI of RR= 0, 1.17) ดังตาราง
ประเด็น กลุ่ม Relative 95%CI of
Rate (RR) RR
ก่อนพัฒนาฯ หลังพัฒนาฯ
อุบัติการณ์CLABSI (ครั้ง) 7 0 0.07 0, 1.17*
จำนวนวันคาสาย 1,069 1,070
อัตราการเกิดCLABSI (ครั้ง/1,000 วันคาสาย) 6.55 0
*P>0.05 = ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
4. แนวทางฯที่พัฒนาใหม่ มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ CLABSI ในทารกวิกฤตได้ 100%
อภิปรายผล
ทารกที่ได้รับการดูแลตามแนวทางฯที่พัฒนาใหม่ มีอัตราการเกิดCLABSIเป็น 0 โดยมีโอกาสเกิด
CLABSI เพียง 0.07 เท่าของกลุ่มก่อนพัฒนาแนวทางฯ (Relative Rate (RR) = 0.07) อย่างไม่มีนัยสำคัญทาง
สถิติ (95%CI of RR= 0, 1.17) อย่างไรก็ตามนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญทางคลินิก เนื่องจาก
หน่วยงานมีการดูแลตามมาตรฐานที่ดีในระดับหนึ่ง ทารกที่ได้รับการดูแลตามแนวทางฯที่พัฒนาใหม่ จึงไม่เกิด
การติดเชื้อ CLABSI แนวทางฯนี้จึงป้องกันการเกิด CLABSI ได้ 100 % โดยเฉพาะมาตรการใส่สายสวนหลอดเลือด
เมื่อจำเป็น และระบบเตือนการนำสายสวนออ (1–5) ก การทำความสะอาดมือและการดูแลระบบข้อต่อและ
ชุดให้สารน้ำอย่างถูกต้อง (1,2,4,6,7) ร่วมกับกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญคือการกำกับติดตามการปฏิบัติตามแนวทางฯ
อย่างต่อเนื่อง สร้างสรรค์ ด้วยแนวคิดสุนทรียสนทนา และความร่วมมือร่วมใจของบุคลากรสหวิชาชีพ ภายใต้
วัฒนธรรมองค์กรการเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่เข้มแข็ง ทำให้ตัดวงจรการแพร่เชื้อได้อย่างมี
(1,4)
ประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลายการศึกษาในทำนองเดียวกัน (4,5,8–10)
สรุปและข้อเสนอแนะ
สรุป
แนวทางการป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือดที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนหลอดเลือดส่วนกลาง
หอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิดที่พัฒนาใหม่ มีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันการติดเชื้อ CLABSI ได้ 100%
ข้อเสนอแนะ
1. วิจัยและพัฒนาแนวทางดูแลผู้ป่วยที่ใส่สายหรืออุปกรณ์รุกล้ำเข้าไปในร่างกายชนิดอื่น
2. ขยายผลการใช้แนวทางฯที่พัฒนาใหม่ ในโรงพยาบาลเขตสุขภาพที่ 6 และโรงพยาบาลทั่วประเทศ

