Page 184 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 184

D12

                  วิธีการวิจัย (Quasi Experimental Research : one  group posttest only design)

                         การดูแลทารกแรกเกิดที่มีภาวะวิกฤต จำเป็นอย่างยิ่งที่พยาบาลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
                  หน่วยงานวิกฤตทารกแรกเกิด หน่วยงานกุมารเวชกรรม 1 หน่วยงานห้องคลอดและหน่วยงานสูติ – นรีเวช
                  กรรม ต้องมีทักษะการประเมินอาการก่อนทารกเข้าสู่ภาวะวิกฤต และเมื่อเกิดภาวะวิกฤตจนถึงต้องช่วยแพทย์

                  ใส่ ETT เพื่อจะช่วยทำให้ทารกมีชีวิตรอดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่พบว่า พยาบาลจากทุกหน่วยงาน
                  ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์เจอภาวะฉุกเฉินดังกล่าว ยกเว้นหน่วยงานวิกฤตทารก

                  แรกเกิด ทำให้พยาบาลขาดความมั่นใจในการช่วยแพทย์ใส่ ETT การเลือกขนาด ETT ตำแหน่งการยึดตรึง ETT
                  ที่เหมาะสม เป็นต้น มีการพัฒนาสื่อและติดตามผลของการใช้สื่อ E – Book เรื่องแนวทางปฏิบัติในการช่วย

                  แพทย์ใส่ ETT ของพยาบาลในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลทารกแรกเกิด โรงพยาบาลปทุมธานี เพื่อให้
                  พยาบาลปฏิบัติตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ทารกแรกเกิด

                  ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการใส่ ETT และจากการนิเทศทางคลินิกที่หน้างาน พบว่า ยังมีปัญหาการยึดตรึง
                  ETT ยังไม่แน่นหนาในบางราย เช่น ทารกมีน้ำลายปริมาณมาก หรือทารกสามารถขยับศีรษะได้ เป็นต้น จึงต้อง
                  มีการนิเทศทางคลินิกในทุกเวร เพื่อสังเกตและเปลี่ยนการยึดตรึง ETT ได้ก่อนทำให้ป้องกันการเกิดอุบัติการณ์

                  ETT เลื่อนหลุดได้

                  ผลการวิจัย
                         พบว่า ข้อมูลส่วนบุคคล อายุของพยาบาลวิชาชีพ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นช่วงอายุ 26 - 35 ปี คิดเป็น

                  ร้อยละ 46.7 อายุการทำงาน ส่วนใหญ่อายุงาน 0-5 ปี คิดเป็นร้อยละ 29.98 พยาบาลวิชาชีพส่วนใหญ่ที่ตอบ
                  แบบสอบถามมาจากหน่วยงานวิกฤตทารกแรกเกิด คิดเป็นร้อยละ 56.7 ส่วนใหญ่เคยผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ

                  ช่วยฟื้นคืนชีพทารกแรกเกิด คิดเป็นร้อยละ 97.7 พยาบาลวิชาชีพส่วนใหญ่ได้รับการอบรมหลักสูตรเฉพาะ
                  ทางการพยาบาลเวชปฏิบัติวิกฤตทารกแรกเกิด คิดเป็นร้อยละ 60

                         ค่าคะแนนเฉลี่ยการประเมินความเป็นไปได้ของพยาบาลต่อการใช้ E – Book เรื่องการช่วยแพทย์ใส่ ETT
                  แต่ละด้านพยาบาลวิชาชีพ พบว่า เห็นด้วยมากที่สุด ว่า E – Book เรื่องการช่วยแพทย์ใส่ ETT มีประโยชน์

                  X = 4.43 (4 - 5) ความเหมาะสมเกี่ยวกับ E - book นำมาใช้ในหน่วยงาน พบว่า เห็นด้วยมากที่สุด X = 4.23 (3 - 5)
                  ความยากง่ายในการปฏิบัติตาม E - book พบว่า เห็นด้วยมากที่สุด X = 4.16 (3 - 5) ยินดีที่จะนำแนวทาง
                  ปฏิบัติตาม E - book ไปใช้ในหน่วยงาน พบว่า เห็นด้วยมากที่สุด X =4.27 (3 - 5) แนวทางปฏิบัติตาม  E - book

                  ที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ปฏิบัติงานได้จริง พบว่า เห็นด้วยมากที่สุด X = 4.27 (3-5) แนวทางปฏิบัติ E - book
                  ช่วยให้มีความมั่นใจในตัวเองในการปฏิบัติการพยาบาล พบว่า เห็นด้วยมากที่สุด X = 4.17 (3 - 5) E - book

                  เป็นสื่อที่ทันสมัย เนื้อหาเข้าใจง่าย สามารถเข้าถึงความรู้ได้ง่ายและจัดรูปแบบเอกสารสวยงามทำให้ดึงดูด
                  ความสนใจได้ พบว่า เห็นด้วยมากที่สุด X = 4.13 (3 - 5) สรุปภาพรวมทั้ง 7 ด้าน มีความคิดเห็นต่อผลของ

                  การใช้ E - book ทุกข้อ เห็นด้วยมากที่สุด
                         ผลลัพธ์ด้านผู้ป่วย : 1) จากการนิเทศหน้างานภายหลังมีการให้ความรู้ผ่านการให้พยาบาลดู E-book

                  อัตราความถูกต้องของ ขนาด ตำแหน่งยึดตรึงเกี่ยวกับ ETT ที่ตัวทารกแรกเกิดที่จำเป็นต้องใส่ ETT โดยจำนวน
                  ทารกที่ใส่ ETT 35 ราย คิดเป็นร้อยละ 77.16 2) เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ พบว่าอัตราการพับงอของ ETT
                  คิดเป็นร้อยละ 2.85 (1 ครั้ง/ 35 ครั้ง) อัตราการ Short ETT ไม่ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 5.71 (2 ครั้ง/35 ครั้ง)

                  อัตราตำแหน่งยึดตรึงไม่ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 5.71 (2 ครั้ง/35 ครั้ง) และอัตราการเลื่อนหลุดของ ETT คิดเป็น
                  ร้อยละ 8.57 (3 ครั้ง/35 ครั้ง) ในการนิเทศขณะรับเวร พบว่า ยังมีปัญหาการยึดตรึง ETT ยังไม่แน่นหนาในบางราย
   179   180   181   182   183   184   185   186   187   188   189