Page 187 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 187

D15

                  ผลการศึกษา
                         1. มารดาหลังคลอดสามารถอาบน้ำ เช็ด ตา และสะดือทารกถูกต้องหลังดูนวัตกรรม ร้อยละ 76.4

                         2. พยาบาลวิชาชีพกับผู้ช่วยเหลือคนไข้ มีความรู้และทักษะในการสอนอาบน้ำ เช็ดตา-สะดือทารก
                  เป็นแนวทางเดียวกัน ร้อยละ 100

                  อภิปรายผล
                         นวัตกรรม พัฒนารูปแบบการสอนอาบน้ำ เช็ดตา-ดือทารกแรกเกิดที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้

                  มารดาหลังคลอดสามารถอาบน้ำ เช็ด ตาและสะดือทารกถูกต้องหลังดูนวัตกรรม ร้อยละ 76.4 พยาบาลวิชาชีพ
                  กับผู้ช่วยเหลือคนไข้มีความรู้และทักษะในการสอนอาบน้ำ เช็ดตา-สะดือทารกเป็นแนวทางเดียวกันร้อยละ 100
                  มารดามีความพึงพอใจต่อสื่อ ร้อยละ 80 และมีความเห็นว่าสื่อมีความทันสมัย และเข้าถึงง่าย ที่เป็นเช่นนี้
                  เนื่องจากทีมพัฒนาได้ดำเนินการผลิตที่เป็นระบบ ผ่านการวิเคราะห์ความต้องการ มารดากลุ่มวัยรุ่นมีการใช้
                  สื่อออนไลน์เก่ง แต่ไม่มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ ต้องเน้นการติดตามกระตุ้นต่อเนื่อง ส่วนบุคลกรที่เคยมี

                  ประสบการณ์บางคนจะมีอัตตาในตัวเอง การเติมเต็มยากกว่าคนไม่มีประสบการณ์ต้องใช้เหตุผลในการชักนำ
                  ซึ่งบุคลากรเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเหลือมารดาหลังคลอดอาบน้ำ เช็ดตาสะดือทารกให้ถูกต้อง ดังนั้น
                  บุคลากรต้องใช้นวัตกรรมนี้ ทำให้ถูกต้องและทำบ่อย ๆ จนเกิดความชำนาญ จะสามารถช่วยมารดาได้ถูกต้อง

                  มั่นใจ เป็นไปในแนวทางเดียวกันและเป็นการเพิ่มคุณค่าในตัวเอง สอดคล้องกับการศึกษาของบุญนำ แข็งเขตการณ์
                  และกนกศรี จาดเงิน (2565) ที่ได้ทำการศึกษาเรื่องการพัฒนาระบบการฝากครรภ์ไร้รอยต่อ โดยมีวัตถุประสงค์
                  เพื่อพัฒนาและประเมินผลระบบการฝากครรภ์ไร้รอยต่อ ผลการศึกษา 1. ระบบการฝากครรภ์ไร้รอยต่อ
                  ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ 1) ระบบสารสนเทศ การส่งข้อมูลหญิงตั้งครรภ์สำหรับ ANC.,LR.,ER. และ

                  โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 2) การจัดการความรู้ ประกอบด้วย ชุดความรู้หญิงตั้งครรภ์ผ่าน Application line
                  3) ระบบที่ปรึกษาผ่าน Application line 2. หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับความรู้ผ่านชุดความรู้ผ่านหญิงตั้งครรภ์
                  Application line มีความรู้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. หญิงตั้งครรภ์ มีทักษะผ่านเกณฑ์
                  ที่ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. อัตราการเสียชีวิตในทารก = 0  และ 5. หญิงตั้งครรภ์

                  พึงพอใจต่อระบบการฝากครรภ์ระดับมากที่สุด สรุปผลงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้สำหรับพยาบาลที่ดูแล
                  หญิงตั้งครรภ์ต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน โดยเน้นการเข้าถึงบริการ ข้อมูล และแก้ปัญหาความเสี่ยงได้
                  อย่างรวดเร็ว เหมาะสมจากการสื่อสารข้อมูลอย่างเป็นระบบส่งผลให้เกิดการตั้งครรภ์คุณภาพ มารดาคลอดปกติ
                  มีการฝากครรภ์ครบตามเกณฑ์คุณภาพ และทารกแรกเกิดมีน้ำหนัก ≥ 2,500 กรัม คิดเป็นร้อยละ 93.33

                  ไม่มีอุบัติการคลอดนอกโรงพยาบาล และลดอัตราการเสียชีวิตของมารดาและทารกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                  ทั้งนี้เนื่องจากกระบวนการที่พัฒนาขึ้นจากแนวคิด adult learning เป็นการเรียนรู้วัยผู้ใหญ่ที่เน้นการนำตนเอง
                  ผ่านสื่อการเรียนรู้ line application ซึ่งผู้เรียนสามารถเข้าเรียนและทบทวนความรู้ได้ตลอดเวลา และมี

                  การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากเพื่อนในห้อง chat จึงทำให้ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มสูงขึ้นและมีทักษะการตัดสินใจ
                  ในการดูแลตนเอง มาสู่ระดับวิจารณญาณ (Critical health literacy) คือมีทักษะในการตัดสินใจเพื่อการจัดการ
                  ตนเองได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการมีระบบที่ปรึกษาผ่านสื่อ จึงทำให้ลดอุบัติการณ์จากการคลอดได้อย่างมี
                  ประสิทธิภาพ

                  สรุปและข้อเสนอแนะ

                         นวัตกรรม พัฒนารูปแบบการสอนอาบน้ำ เช็ดตา-ดือทารกแรกเกิด มีประสิทธิภาพในการพัฒนาความรู้
                  ทักษะของมารดาในการอาบน้ำ เช็ดตา-ดือทารกแรกเกิด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                         ข้อเสนอแนะ ควรสร้างนวตกรรมแยกในการประเมินระหว่าง พยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยเหลือคนไข้ และ
                  มารดา รวมถึงวัดความรู้แยกกลุ่ม
   182   183   184   185   186   187   188   189   190   191   192