Page 199 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 199
D27
(purposive sampling) ที่มีคุณสมบัติดังนี้ 1) เด็กวัยเรียน อายุ 7 - 15 ปี ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็น
โรคหอบหืดทั้งเพศหญิงและเพศชาย และได้รับการรักษาโดยใช้ยาสูดพ่น 2) ได้รับการรักษาโดยการใช้ยาสูดพ่น
ที่บ้าน 3) ไม่เคยเข้าร่วมงานวิจัย/การอบรมที่เกี่ยวกับโรคหอบหืดมาก่อน 4) สามารถพูด อ่าน เข้าใจและฟัง
ภาษาไทยได้ 5) ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน การใช้ภาษาพูด การใช้สายตา 6) มีการรับรู้บุคคล เวลา สถานที่
อยู่ในระดับปกติ 7) ยินยอมให้ความร่วมมือในการวิจัย เกณฑ์คุณสมบัติในการคัดออก (Exclusive Criteria)
ไม่มาติดตามต่อเนื่องที่คลินิกโรคหอบหืด โรงพยาบาลตรัง แบ่งกลุ่มละ 25 ราย กลุ่มแรกเป็นกลุ่มควบคุมได้รับ
การพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้รับนวัตกรรม บ๊าย บาย หอบหืด ในกระบวนการวางแผนจำหน่าย
ร่วมกับการฝึกบริหารการหายใจและการใช้ยาสูดพ่น ดำเนินการให้กลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม มีลักษณะใกล้เคียงกัน
โดยมีการจัดเข้าคู่กัน (matched pair) ในเรื่องปัจจัยด้านเพศ อายุ และระยะเวลาที่เป็นโรค ปัจจัยด้านอายุ
แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ช่วงอายุ 7 - 9 ปี 10 - 12 ปี และ 13 - 15 ปี เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่
แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคหอบหืด และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแล
ตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1) นวัตกรรม บ๊าย บาย หอบหืด 2) แบบประเมินการฝึกบริหาร
การหายใจและการใช้ยาสูดพ่น ตรวจสอบความตรงเนื้อหา (Content Validity) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน
จากนั้นนำมาแก้ไขปรับปรุงความถูกต้องของภาษา เนื้อหาตามคำแนะนำ และนำไปทดสอบความเข้าใจของเนื้อหา
กับเด็กโรคหอบหืดที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 10 ราย วัดความเที่ยงด้วยวิธีทดสอบซ้ำ
(test-retest method) เพื่อวัดความคงที่ เว้นระยะเวลา 3 วัน แบบสอบถามความรู้ได้ค่าความเที่ยง = 0.81
และ แบบสอบถามพฤติกรรมได้ค่าความเที่ยง = 0.82 ตามลำดับ การพิทักษ์กลุ่มตัวอย่าง ได้รับการพิจารณา
เห็นชอบจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมวิจัยในมนุษย์ โรงพยาบาลตรัง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ
เชิงพรรณนา และสถิติทีคู่อิสระ
ผลการศึกษา
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด กลุ่มที่ได้รับนวัตกรรม บ๊าย บาย หอบหืด
ในกระบวนการวางแผนจำหน่าย มีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้อยู่ในระดับสูง (X̅ = 18.52, SD = 1.41) และ
ค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับสูง (X̅ = 21.94, SD = 1.05) ในการควบคุมโรคหอบหืด
สูงกว่าผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการพยาบาลปกติ ซึ่งมีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้ระดับปานกลาง (X̅ = 15.96, SD = 1.81)
และค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเอง ระดับปานกลาง ( X̅ = 19.20, SD = 2.72) อย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติ (t = - 5.56, t = -4.72 p< .001) ผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด กลุ่มที่ได้รับนวัตกรรม บ๊าย บาย
หอบหืด ในกระบวนการวางแผนจำหน่าย มีการจับหืดต่ำกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่าง
มีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 7.198 p< .001) และผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด กลุ่มที่ได้รับนวัตกรรม บ๊าย บาย
หอบหืด ในกระบวนการวางแผนจำหน่ายไม่มีอาการหอบหืดกำเริบที่ต้องเข้ารับการรักษาซ้ำภายใน 28 วัน
อภิปรายผล
ผลการวิจัยครั้งนี้สนับสนุนสมมติฐานที่ 1 คือ ผู้ป่วยเด็กวัยเรียนกลุ่มที่ได้รับนวัตกรรม บ๊าย บาย หอบหืด
ในกระบวนการวางแผนจำหน่ายร่วมกับฝึกบริหารการหายใจและใช้ยาสูดพ่น มีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้
เรื่องโรคหอบหืดหลังการทดลองสูงกว่าผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการพยาบาลปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .001)
และผู้ป่วยเด็กวัยเรียนกลุ่มที่ได้รับนวัตกรรม บ๊าย บาย หอบหืด ในกระบวนการวางแผนจำหน่ายร่วมกับ
ฝึกบริหารการหายใจและใช้ยาสูดพ่นมีค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการทดลองสูงกว่าผู้ป่วย
เด็กกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .001) ซึ่งสามารถอธิบายผลได้ดังนี้
นวัตกรรม บ๊าย บาย หอบหืด ในกระบวนการวางแผนจำหน่ายร่วมกับฝึกบริหารการหายใจและใช้ยา
สูดพ่น เป็นเรื่องนิทานโดยใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สอดใส่ความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองเกี่ยวกับ

