Page 198 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 198

D26

                  เนื่องจากไม่มีอาการหอบ คนในครอบครัวสูบบุหรี่ใกล้เด็ก เป็นต้น เป้าหมายในการรักษาโรคหืดในเด็ก
                  คือ ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ป้องกันการเสียชีวิตจากโรคหืด และผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

                  (Global Initiative for Asthma: GINA, 2020)
                         การจัดการโรคหอบหืดที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการวางแผนจำหน่ายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ
                  เป็นบทบาทที่สำคัญของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วย เพราะเป็นกระบวนการอย่างเป็นระบบและ
                  ต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลเกิดการเรียนรู้ มีความมั่นใจในการดูแลสุขภาพของตนเอง

                  จากงานวิจัยที่ผ่านมามีการใช้หนังสือการ์ตูนเป็นสื่อในการสอนร่วมกับเน้นฝึกทักษะที่จำเป็นให้แก่เด็ก
                  มีการสาธิตย้อนกลับเพื่อประเมินขั้นตอนที่เด็กทำไม่ถูกต้อง และชี้แนะข้อบกพร่องในแต่ละขั้นตอน ทำให้มี
                  ความรู้เพิ่มขึ้นและมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่เหมาะสม (ทิพวรรณ นำเจริญ, 2554) แต่ไม่ได้ให้มารดาหรือ

                  ผู้ดูแลเข้ามามีส่วนร่วม ผู้วิจัยในฐานะบุคลากรทีมสุขภาพและดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืด มีความสนใจที่จะสอน
                  และฝึกทักษะการปฏิบัติให้แก่เด็กวัยเรียนโรคหอบหืด เพื่อให้มีพฤติกรรมการดูแลที่เหมาะสม และให้มารดา
                  หรือผู้ดูแลเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสอนของผู้วิจัย มารดาจะได้เห็นการสอนและการเสริมแรงจูงใจเด็ก
                  จากผู้วิจัย สามารถนำไปจูงใจเด็กเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้านได้
                         ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาผลของการจัดการนวัตกรรม บ๊าย บาย หอบหืด ในกระบวนการ

                  วางแผนจำหน่ายต่อการควบคุมโรคหอบหืดและการกลับมารักษาซ้ำในเด็กวัยเรียน โรงพยาบาลตรัง ซึ่งจะลด
                  การเกิดอาการหืดกำเริบเฉียบพลัน ลดอัตราการกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำโดยไม่ได้วางแผน
                  การวางแผนจำหน่ายที่มีคุณภาพ จะเพิ่มศักยภาพในการดูแลตนเองของผู้ป่วยได้ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

                  ขึ้นเมื่อกลับไปอยู่บ้าน

                  วัตถุประสงค์การศึกษา
                         1. เพื่อศึกษาระดับของความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และการจับหืดในเด็กวัยเรียน กลุ่มที่ได้รับ
                  นวัตกรรม บ๊าย บาย หอบหืด ในกระบวนการวางแผนจำหน่ายและกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ
                         2. เพื่อเปรียบเทียบผลในการควบคุมโรคหอบหืดในเด็กวัยเรียนระหว่างกลุ่มที่ได้รับนวัตกรรม บ๊าย บาย

                  หอบหืด ในกระบวนการวางแผนจำหน่ายกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ โดยประเมินจาก
                                2.1 ความรู้ จากการประเมินโดยใช้แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคหอบหืด
                                2.2 พฤติกรรมการดูแลตนเอง จากการประเมินโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง
                  ของเด็กโรคหอบหืด

                                2.3 การเกิดการจับหืด จากการประเมินโดยใช้แบบบันทึกการพ่นยา และการจับหืด
                         3. เพื่อเปรียบเทียบการกลับมารักษาซ้ำในโรงพยาบาลระหว่างกลุ่มที่ได้รับนวัตกรรม บ๊าย บาย หอบหืด
                  ในกระบวนการวางแผนจำหน่ายกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ

                  วิธีการศึกษา

                         การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) ศึกษา 2 กลุ่ม วัดผลก่อน
                  และหลังการทดลอง (pretest-posttest control group design) ประชากร คือ ผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด
                  อายุ 7-15 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหอบหืด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด อายุ 7-15 ปี

                  ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหอบหืด และเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักกุมารเวชกรรมและหอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม
                  โรงพยาบาลตรัง และมาติดตามต่อเนื่องที่คลินิกโรคหอบหืด คำนวณกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ G-power กำหนด
                  ขนาดอิทธิพล (effect size) เท่ากับ 0.8 ซึ่งเป็นค่าที่ยอมรับได้ (Polit, 1995) กำหนดระดับความเชื่อมั่นที่ 0.05
                  กำหนดอำนาจการทดสอบ (power) เท่ากับ 0.8 ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 21 คน เผื่อไว้ในกรณีข้อมูลไม่ครบ
                  เก็บ 25 คนต่อกลุ่ม รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 50 คน เลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง
   193   194   195   196   197   198   199   200   201   202   203