Page 261 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 261
E59
(descriptive statistics) และวิเคราะห์ข้อมูลความแตกต่างของค่าคะแนนเฉลี่ยของแบบประเมินพฤติกรรมเด็ก
สมาธิสั้น ด้านขาดสมาธิ ด้านอยู่ไม่นิ่ง/หุนหันพลันแล่น และด้านดื้อต่อต้าน ระหว่างกลุ่มทดลองและ
กลุ่มควบคุม โดยใช้สถิติ T-test และวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าคะแนนเฉลี่ยระหว่างกลุ่มทดลองและ
กลุ่มควบคุมโดยใช้สถิติความแปรปรวนร่วมแบบวัดซ้ำด้วยสถิติ ANCOVA ทดสอบที่ระดับนัยสำคัญที่ .05
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ปกครองและเด็กสมาธิสั้น
2. แบบประเมินพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้น (SNAP-IV) ผู้วิจัยได้ตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือด้วย
การนําไปทดสอบกับผู้ปกครองเด็กสมาธิสั้นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน และหาค่า
Cronbach Alpha coefficient ได้เท่ากับ .89
3. โปรแกรมการฝึกทักษะผู้ปกครองเพื่อปรับพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้น ได้รับการประเมินโดย
ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านการปรับพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้น จำนวน 5 ท่าน คำนวณหาค่า Index of Item-
objective Congruence (IOC) พบว่ามีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ .93 (เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง
ดังกล่าวข้างต้น ดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่ในการศึกษาวิจัยครั้งก่อน ซึ่งไม่ได้มีการดำเนินการฝึกทักษะ
ผู้ปกครองในการศึกษาวิจัยครั้งนี้)
ผลการวิจัย
1. ค่าคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น (ด้านขาดสมาธิ ด้านอยู่ไม่นิ่ง/หุนหันพลันแล่นและ
ด้านดื้อต่อต้าน) ในกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วิเคราะห์โดยใช้สถิติ
Independent t-test
2. ค่าคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น (ด้านขาดสมาธิ ด้านอยู่ไม่นิ่ง/หุนหันพลันแล่นและ
ด้านดื้อต่อต้าน) ในกลุ่มทดลองต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วิเคราะห์
โดยใช้สถิติ Paired t-test
3. วิเคราะห์เปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงของค่าคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น (ด้าน
ขาดสมาธิ ด้านอยู่ไม่นิ่ง/หุนหันพลันแล่นและด้านดื้อต่อต้าน) ของกลุ่มทดลองในระยะยาว พบว่า ค่าคะแนน
เฉลี่ยด้านพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้นในระยะติดตามผล 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปีนั้นไม่แตกต่างกัน วิเคราะห์
โดยใช้สถิติ ANCOVA และใช้คะแนนเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมโปรแกรมเป็นตัวแปรร่วม (covariate)
อภิปรายผล
จากผลลัพธ์ดังที่กล่าวมานั้น สามารถอธิบายถึงความสัมพันธ์และปัจจัยด้านผู้ปกครองได้อย่างชัดเจน
ผู้ปกครองต้องเป็นตัวแบบที่ดี เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เมื่อผู้ปกครองนำทักษะที่ได้จากการเข้าร่วมโปรแกรม
กลับไปใช้ต่อเนื่องและเกิดผลลัพธ์เชิงบวก เด็กมีพฤติกรรมดีขึ้น ก็จะส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการปรับพฤติกรม
อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) ซึ่งเป็นแนวคิด
ทฤษฎีทางด้านจิตวิทยาสังคมที่ใช้อธิบายการตัดสินใจของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมสุขภาพ โดยเชื่อว่า
บุคคลที่มีความเชื่อด้านสุขภาพอย่างไรจะมีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมสุขภาพตามความเชื่อของตน อีกทั้ง

