Page 532 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 532
K57
(p-value< .001) และหลังได้รับการจัดการตนเองโดยใช้รูปแบบการปรึกษาชีวิต 6 เดือนทำให้ค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม
และสามารถลดและหยุดการใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value< .001)
กลุ่มเปรียบทียบ พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการดูแลโดยใช้รูปแบบการส่งเสริมความรู้
โดยใช้การสอน (teaching)(รูปแบบเดิม) 3 เดือน และ 6 เดือน ค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม และการลดการใช้ยาลด
ระดับน้ำตาลในเลือด เพียงเล็กน้อย (p-value> .05) และไม่สามารถหยุดการใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
อภิปรายผล
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1C) และ
การลดหรือหยุดการใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนและหลังการจัดการตนเอง
โดยใช้รูปแบบ life coaching ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน ผลการศึกษา เมื่อครบ 3 เดือนพบว่าผู้ป่วย
เบาหวาน ร้อยละ 40.00 สามารถลดระดับ HbA1C ได้ และร้อยละ 33.35 สามารถลดการใช้ยาลดระดับ
น้ำตาลในเลือดได้ แต่ยังไม่พบผู้ป่วยที่สามารถหยุดการใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ส่วนหลังจากติดตาม
เมื่อครบ 6 เดือนพบว่าผู้ป่วยเบาหวาน สามารถลดระดับ HbA1C ร้อยละ 93.33 สามารถลดการใช้ยา
ลดระดับน้ำตาลในเลือด ร้อยละ 53.57 และหยุดการใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดร้อยละ 46.43 ทั้งนี้อธิบาย
ได้ว่าการจัดการตนเองโดยการใช้รูปแบบการปรึกษาชีวิตช่วยให้ทีมสหวิชาชีพนำไปใช้เพื่อดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
อย่างเป็นระบบ โดยมีการดำเนินการตั้งแต่ การประเมินปัญหาภาวะสุขภาพเป็นรายบุคคล กำหนดเป้าหมาย
และออกแบบแผนการรักษาร่วมกับผู้ป่วย กำหนดรายละเอียดของแผนการรักษาที่เหมาะสมตามสภาพของ
ผู้ป่วยแต่ละราย ช่วยให้ผู้ป่วยมีความเข้าใจโรคของตนเอง พัฒนาทักษะการดูแลตนเอง มีส่วนร่วมในการดูแล
สุขภาพตนเอง ส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี เพิ่มโอกาสลดหรือหยุดการใช้ยา
ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
สรุปและข้อเสนอแนะ
การศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าการส่งเสริมให้ผู้ป่วยเป็น "ผู้จัดการตนเอง" ผ่านกระบวนการหรือรูปแบบ
life coaching สามารถพัฒนาความเข้าใจในโรคและเพิ่มทักษะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ดีขึ้น ส่งผลให้
ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเองจน สามาถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ข้อเสนอแนะ
ทีมสหวิชาชีพสามารถนำรูปแบบฯ ดังกล่าวไปปรับใช้กับการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่นๆได้ หรือโรงพยาบาลอื่น ๆ
ที่มีบริบทใกล้เคียงกัน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลอาจนำรูปแบบฯ ดังกล่าวไปปรับใช้กลุ่มผู้ป่วย
T2DM ได้เช่นกันเพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถจัดการตนเองในการควบคุมโรคเบาหวานได้อย่างเหมาะสมและ
ต่อเนื่อง

