Page 54 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 54
A21
วิธีการศึกษา
วิธีการศึกษา งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบกึ่งทดลอง )Quasi experimental research)
ประชากร ผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่มีการใช้ยาวาร์ฟาริน โดยรับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก
คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
กลุ่มตัวอย่าง ผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีการใช้ยาวาร์ฟาริน โดยรับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก
คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลพิมาย เป็นผู้ป่วยที่ปรับขนาดยาวาร์ฟารินในวันที่มาพบแพทย์
และผู้ป่วยสามารถสื่อสารกับเภสัชกรโดยทางโทรศัพท์ได้ ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2567 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568
คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างได้ 85 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 5 ส่วน
1( ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย
2) แบบประเมินความรู้ในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟาริน
3) แบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยา
4) แบบบันทึกการให้คำปรึกษาของเภสัชกร
5) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการบริบาลเภสัชกรรมทางโทรศัพท์ โดยมีความเชื่อมั่นของเครื่องมือ
)Reliability) เท่ากับ 0.8
การรวบรวมข้อมูล
1( พบกลุ่มตัวอย่างที่ รพ.ครั้งที่ 1 ประเมินความรู้ ความร่วมมือในการใช้ยาวาร์ฟาริน ระดับ INR
2) สัปดาห์ที่ 2 โทรศัพท์ติดตามการใช้ยา
3) พบกลุ่มตัวอย่างที่ รพ. ครั้งที่ 2 ประเมินความรู้ ความร่วมมือในการใช้ยาวาร์ฟาริน ระดับ INR
และประเมินความพึงพอใจ
การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณนาแสดงในรูปความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ความพึงพอใจต่อการบริบาลเภสัชกรรมทางโทรศัพท์ ใช้สถิติ Paired-t-test
ในการเปรียบเทียบค่า INR เฉลี่ย คะแนนความรู้เกี่ยวกับยาวาร์ฟาริน ความร่วมมือในการใช้ยา ใช้สถิติ McNemar test
ในการเปรียบเทียบการควบคุมค่า INR และปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยา
จริยธรรมการวิจัย ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ สำนักงานสาธารณสุข
จังหวัดนครราชสีมา เลขที่ NRPH 056 ได้รับการอนุมัติเมื่อ 17 เมษายน 2567
ผลการศึกษา
จากการศึกษาผู้ป่วยจำนวน 85 คน พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง )ร้อยละ 68.24) มีอายุเฉลี่ย 70.28 ปี
จบการศึกษาระดับประถมศึกษา )ร้อยละ 82.35) มีโรคร่วมอย่างน้อย 3 โรคขึ้นไป )ร้อยละ 40.00) ผู้ป่วยร้อยละ 64.71
ได้รับยาวาร์ฟารินมานานกว่า 1 ปี
ผลลัพธ์ทางคลินิก ผู้ป่วยมีค่า INR อยู่ในช่วงเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 0 คน เป็น 60 คน )ร้อยละ 70.59(
เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ )p < 0.001( ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เกี่ยวกับยาวาร์ฟารินเพิ่มขึ้นจาก 11.80 ± 2.24

