Page 602 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 602
N12
การพัฒนารูปแบบการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาในชุมชนเขตอำเภอเมือง
จังหวัดสุราษฎร์ธานี
The Development Model to Prevention of Antimicrobial Resistance infection
Spread in Community in Urban area of Suratthani Province
นางศจีรัตน์ โกศล นางศรีสุดา มุสิกะวงศ์ และคณะ
โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี เขตสุขภาพที่ 11
ประเภทวิชาการ
ความสำคัญของปัญหาวิจัย
ปัญหาการติดเชื้อดื้อยาจากชุมชนในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีมีแนวโน้มสูงขึ้น ข้อมูลจากโปรแกรม
เฝ้าระวังการติดเชื้อดื้อยา (AMASS) พบว่ามีการติดเชื้อดื้อยาในชุมชนสูงกว่าในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
โดยพบการติดเชื้อดื้อยาในชุมชน 408, 512, 538 ครั้ง และในโรงพยาบาล 361, 484, 396 ครั้ง ในปี 2562
- 2565 ตามลำดับ (กบรส, 2565) หากผู้ป่วยกลุ่มนี้มาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจะเกิดความเสี่ยง
ต่อการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาให้กับผู้ป่วยรายอื่นได้ การติดเชื้อดื้อยาส่งผลกระทบทั้งต่อชีวิต และทางด้าน
เศรษฐกิจ ดังข้อมูล One Day Surveillance พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยา 258 ราย จากจำนวนผู้ป่วย
ทั้งหมด 672 ราย เสียชีวิตร้อยละ 14.72 เสียค่ารักษา 16,988,174 บาท (คณะกรรมการ ICC รพ.สุราษฎร์
ธานี, 2565) การป้องกันการติดเชื้อดื้อยาในชุมชนจึงมีความสำคัญในการช่วยลดปัจจัยเสี่ยง
ของการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาได้ ส่งผลให้อัตราการติดเชื้อดื้อยาลดลง เป็นไปตามเป้าหมายของแผนพัฒนา
ระบบบริการสุขภาพด้านการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ
จากการทบทวนมาตรฐานการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา และการป้องกันการติดเชื้อในชุมชน
พบว่า นอกเหนือจากมาตรการการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อทางการสัมผัสแล้ว (Contact Precaution)
ยังมีปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญของการป้องกันการติดเชื้อในชุมชนได้แก่ การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน
ทั้งโรงพยาบาล และเครือข่ายสุขภาพในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเชื่อมต่อข้อมูล การติดตามอย่างต่อเนื่อง
การนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ (Ahmed et al., 2023) ผู้วิจัยได้ทำการศึกษานำร่องในพื้นที่พบว่า ปัจจุบัน
มีแนวทางการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาใน รพ. แต่ยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูล การติดตามผู้ป่วยอย่าง
มีส่วนร่วมในชุมชน ส่งผลให้ชุมชนไม่มีแนวทางในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา เกิดความเสี่ยง
ต่อการแพร่เชื้อในชุมชน หากมีระบบการป้องกันที่มีประสิทธิภาพจะช่วยป้องกันได้
วัตถุประสงค์การศึกษา
1. เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาในชุมชน
2. เพื่อประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาในชุมชนที่พัฒนาขึ้น

