Page 607 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 607

N17

                  ผลการศึกษา

                         มีผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 50 ราย เป็นเพศชาย 17 ราย (34.00%) เพศหญิง 33 ราย (66.00%) ส่วน
                  ใหญ่เป็นโรคไตระยะที่ 4 จำนวน 21 ราย (42.00%) อายุเฉลี่ย 68.38±1.41ปี เมื่อจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้าง

                  ความรอบรู้ในการใช้ยาอย่างสมเหตุผลพบว่าคะแนนความรอบรู้เรื่องการใช้ยาเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมกิจกรรมเท่ากับ

                  68.76±12.55 คะแนน คะแนนระดับดีมากและระดับดี จำนวน 14 ราย (28.00%) เท่ากัน หลังเข้าร่วมกิจกรรม
                  คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 80.46±9.03 คะแนน คะแนนระดับดีมาก จำนวน 30 ราย (60.00%) รองลงมามีคะแนน

                  ในระดับดี จำนวน 12 ราย (24.00%)  เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้เรื่องการใช้ยาอย่างสม

                  เหตุผลในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังพบว่ามีค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้เรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผลหลังให้กิจกรรม
                  เสริมสร้างความรอบรู้เรื่องการใช้ยามีค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value=0.000) เมื่อวัดผลลัพธ์ทาง

                  คลินิกพบว่าค่าเฉลี่ย eGFR ก่อนให้กิจกรรมเท่ากับ 36.05±12.48 ml/min/1.73m   และหลังจากทำกิจกรรม
                                                                                      2
                  มีค่าเฉลี่ย eGFR เท่ากับ 43.34±14.05 ml/min/1.73m  เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย eGFR ก่อนและหลังการให้
                                                                 2
                  กิจกรรมพบว่ามีค่าเฉลี่ย eGFR เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value=0.000) ค่าเฉลี่ย SCr ก่อนการให้
                  กิจกรรมเท่ากับ 1.76±0.50 mg/dl และหลังจากทำกิจกรรมพบว่าค่าเฉลี่ย SCr  เท่ากับ 1.52±0.46 mg/dl

                  เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังทำกิจกรรมพบว่ามีค่าเฉลี่ย SCr ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

                  (P-value=0.000)

                  อภิปรายผล

                         การจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังพบว่าหลังทำ
                  กิจกรรมผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้เรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

                  (P-value =0.000) สอดคล้องกับงานวิจัยของณัฐพล ผลโยน  ที่ทำการศึกษาในอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)
                                                                   (3)
                  หลังการอบรม อสม. มีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับดีมากซึ่งสูงกว่าก่อนอบรมอย่าง
                  มีนัยสำคัญทางสถิติเนื่องจากยังไม่มีการศึกษาเรื่องความรอบรู้เรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในกลุ่มผู้ป่วยโรคไต

                  เรื้อรัง จึงได้ทำการศึกษานี้มาเพื่อให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสามารถประเมิน เลือกใช้ข้อมูลทางสุขภาพและจัดการ

                  ตนเองทางสุขภาพให้เหมาะสมกับโรคที่เป็นอยู่ได้สอดคล้องกับการศึกษาของชินตา เตชะวิจิตรจารุ  พบว่า
                                                                                                      (4)
                  ความรอบรู้ทางสุขภาพมีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพและผลลัพธ์ทางสุขภาพแต่เนื่องแบบประเมินความรอบรู้ด้าน

                  การใช้ยาอย่างสมเหตุผลนำมาจากแนวทางการดำเนินงานพัฒนาระบบการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชน
                                                                                                           (5)
                  ซึ่งไม่ได้ประเมินเฉพาะเจาะจงในกลุ่มโรคไตเรื้อรังโดยตรงแต่การศึกษานี้ได้พัฒนาแบบประเมินความรอบรู้ด้าน

                  การใช้ยาอย่างสมเหตุผลให้เฉพาะเจาะจงกับโรคไตเรื้อรัง

                  สรุปและข้อเสนอแนะ

                         การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทำให้ผู้ป่วยมีความรอบรู้

                  เรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผลเพิ่มขึ้นแล้วยังส่งผลให้ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้นด้วยแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยมี
                  ความสามารถหรือทักษะในการทำความเข้าใจข้อมูลยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคที่เป็นได้

                  การศึกษาครั้งต่อไปควรมีการประเมินความรอบรู้หลังให้คำแนะนำทันทีและเว้นระยะออกไปเพื่อดูว่าผู้ป่วยยังมี
                  ความรอบรู้ด้านการใช้ยาเมื่อเวลาผ่านไปหรือไม่
   602   603   604   605   606   607   608   609   610   611   612