Page 703 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 703

Q2

                  ผลการศึกษา

                         ระยะที่ 1: ทีมผู้วิจัยวิเคราะห์สถานการณ์ปี 2566 และรวบรวมปัญหา พบว่า
                         1. ข้อมูลผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระบบ National AIDS Program ไม่เป็นปัจจุบัน เช่น มียอดผู้ป่วยที่

                  เสียชีวิตแล้วคงค้างในระบบ ผู้ป่วยที่ส่งต่อไปยัง รพ.อื่นแล้วแต่ยอดผู้ป่วยยังคงอยู่ในระบบ

                         2. รพ. ขาดระบบงานพื้นฐานที่สำคัญคือระบบการรายงานความเสี่ยงเกี่ยวกับการรักษาโรคเอชไอวี
                         3. มีผู้มารับบริการตรวจ anti-HIV ปี 2566 จำนวน 46,468 ครั้ง แต่มีการเก็บข้อมูลใบ inform

                  consent น้อยกว่า 50% ซึ่งอนุมานว่าได้รับ Pre-post counselling น้อยกว่า 50% เช่นกัน

                         4. กลุ่มเป้าหมายหลักในการตรวจ anti-HIV คือ คู่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ติดเชื้อ STI คู่หญิงตั้งครรภ์
                  และผู้ติดเชื้อวัณโรค ซึ่งได้รับการตรวจต่ำว่าเป้าหมายคือ 28.3%, 74.7%, 89.4%, และ 86.8% ตามลำดับ

                         5. ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ระบบการรักษา 86% (เป้าหมายมากกว่า 95%)
                         6. ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ที่ได้รักษาแล้วสามารถกดไวรัสได้ 90% (เป้าหมายมากกว่า 95%)

                         7. การส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลอื่นสำเร็จ 85%
                         8. ผู้ป่วยผู้ป่วยที่ขาดนัดเกิน 28 วัน พบ 11.8% แต่หากนับเฉพาะที่ขาดนัดและขาดยาพบ 3.4%

                         9. โรงพยาบาลยังไม่เคยสำรวจและอบรมเพื่อลดการตีตราในบุคลาทางการแพทย์และผู้ติดเชื้อ

                         จากข้อมูลข้างต้นนำมาสู่การพัฒนาระบบดังนี้
                          1. ใช้โปรแกรม Data-driven Continuous for Quality Improvement ปรับฐานข้อมูลให้ต้องเป็นปัจจุบัน

                          2. จัดตั้งระบบรายงานความเสี่ยง HIV/STI และช่องทางในการประเมินความพึงพอใจของผู้มารับบริการ

                         3. จัดตั้งทีม Voluntary Counselling Test (VCT) Nurse ประจำหอผู้ป่วย 102 ท่าน และพัฒนา
                  ศักยภาพทีมโดยการอบรมและประเมินผลการทำ brief counselling รวมทั้งปรับ Inform consent ใหม่

                         4. ระบบ Lab มีการพัฒนาการออกผล anti-HIV ให้ได้ผลภายใน 2.5 ชั่วโมง และมีระบบ Lab alert

                  กรณีผล anti-HIV เป็นบวกผ่าน google sheet และพัฒนาการประสานงานระหว่าง VCT nurse กับพยาบาล
                  คลินิก (HIV-Co) ผ่าน line official เพื่อติดตามผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษาโดยเร็วที่สุด

                         5. ปรับปรุงสถานที่และสิ่งแวดล้อมโดยจัดคลินิกเอชไอวีเป็นแบบ one stop service
                         6. พัฒนา Enhance Adherence Counselling โดยทำร่วมกับระหว่างพยาบาลและเภสัชประจำคลินิก

                         7. ระบบยา มีการจัดตั้งโครงการรับยาใกล้บ้านในผู้ป่วยสิทธิ์ประกันสังคมแห่งแรกของประเทศไทย

                  มีระบบสำรองยาทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถรับยานาน 6 เดือน มีระบบรับยาในคนต่างด้าว มีการติดตาม Med error
                  และ drug interaction พัฒนาสื่อความรู้เป็นคลิปวีดีโอสั้น ๆ ผ่าน QR code หน้าซองยา

                          8. พัฒนาระบบติดตามผู้ป่วยที่คลินิกโดยการโทรตามก่อนวันนัด 1 เดือน วันนัด และหลังขาดนัดที่ 1
                  และ 2 เดือน มีระบบการติดต่อเจ้าหน้าที่คลินิกกรณีต้องการเลื่อนนัด

                          9. พัฒนาระบบส่งต่อระหว่าง รพ.ชุมชนในจังหวัดนครราชสีมาผ่าน HIV-KORAT และการประสาน

                  ระหว่างจังหวัดผ่านทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด รวมถึงการรับคนไข้ในระบบ NAP
                         10. พัฒนาระบบส่งต่อ และ Telemedicine ในเรือนจำ

                         11. จัดทำ CPG โรคติดเชื้อฉวยโอกาสและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส หนองใน

                         12. การทำ Mortality conference ทุก 3 เดือน เพื่อค้นหาปัญหาและร่วมหาทางป้องกัน
   698   699   700   701   702   703   704   705   706   707   708