Page 872 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 872

W12

                         3. ผลลัพธ์การรักษาของ 2 กลุ่มประชากร แสดงข้อมูลเป็นรูปแบบ number(%), mean ± standard
                  deviation และ median (interquartile range) เปรียบเทียนข้อมูลพื้นฐานของทั้ง 2 กลุ่มประชากร

                  โดยใช้ Independent samples t-test, Mann-Whitney U test, Chi-square test, Fisher’s exact test.
                       4. ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อผลลัพธ์การรักษาผู้ป่วยหลอดเลือดดสมองขาดเลือดฉับพลัน โดยใช้การ
                  วิเคราะห์ multivariate regression analysis exploratory model ช่วงความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95% โดยค่า
                  p-value ≤ 0.05 ถือว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ


                  ผลการศึกษา
                         ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดฉับพลันที่มาโรงพยาบาลพุทธโสธร จำแนกตามการใช้บริการ
                  ระบบทางการแพทย์ฉุกเฉินโดยแบ่งเป็น กลุ่มผู้ป่วยที่ใช้บริการระบบ EMS จำนวน 28 คน (ร้อยละ 27.2) และ
                  กลุ่มผู้ป่วย Non-EMS จำนวน 75 คน (ร้อยละ 72.8) กลุ่มผู้ป่วยที่ใช้บริการระบบ EMS และกลุ่มผู้ป่วย
                  Non-EMS มีค่ามัธยฐานของค่าคะแนน National Institute of Health Stroke Scale (NIHSS) เท่ากับ 12

                  (IQR: 3.5 - 17.5) และ 5 (IQR: 3 - 16) ตามลำดับ (p-value = 0.112) มีระยะเวลาเริ่มมีอาการถึงโรงพยาบาล
                  เฉลี่ย 105.93 ± 67.05 นาที และ 107.04 ± 62.64 นาที ตามลำดับ (p-value = 0.938) กลุ่มผู้ป่วย
                  ที่ใช้บริการ EMS และกลุ่มผู้ป่วย Non-EMS ได้รับยา rt-PA ร้อยละ 53.6 และ 38.7 ตามลำดับ (p-value =

                  0.174)  ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดฉับพลันที่ใช้บริการ EMS และกลุ่มผู้ป่วย Non-EMS มีระยะเวลา
                  การได้รับยา rt-PA เมื่อถึงโรงพยาบาลเฉลี่ย 37.33 ± 12.11 นาที และ 36.45 ± 12.24 นาที ตามลำดับ
                  (p-value = 0.819) และระยะเวลาที่ได้รับยา rt-PA หลังเกิดอาการเฉลี่ย 149.47 ± 62.73 นาที และ 131.61
                  ± 47.59 นาที ตามลำดับ (p-value = 0.289) ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดฉับพลันที่ใช้บริการ EMS

                  มีโอกาสได้รับยาละลายลิ่มเลือดเป็น 5 เท่า (Adjusted OR = 5.00, 95%CI: 0.93, 26.86, p-value = 0.060)
                  เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยNon-EMS กลุ่มผู้ป่วยที่ใช้บริการ EMS และกลุ่มผู้ป่วย Non-EMS ได้รับการส่งต่อ
                  เพื่อเข้ารับการรักษาด้วยวิธี MT ร้อยละ 42.9 และ 22.7 ตามลำดับ (p-value = 0.043) กลุ่มผู้ป่วยที่ใช้บริการ
                  ระบบ EMS และกลุ่มผู้ป่วยNon-EMS ได้รับการรักษาโรคหลอดเลือดสมองอุดตันเฉียบพลัน ได้ทำ MT ร้อยละ

                  21.4 และ 10.7 ตามลำดับ (p-value = 0.197) พบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดฉับพลันที่ใช้บริการ
                  ระบบ EMS มีโอกาสที่จะมีความรุนแรงของความพิการลดลงที่ 90 วัน (mRS) เป็น 1.33 เท่า (Adjusted OR
                  = 1.33, 95%CI: 0.43, 4.11, p-value = 0.620) เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วย Non-EMS

                  อภิปรายผล
                         จากการศึกษานี้พบว่าการใช้บริการระบบ EMS มีค่าใกล้เคียงกับการศึกษาก่อนหน้านี้ในประเทศไทย

                  ซึ่งต่ำกว่าต่างประเทศทางตะวันตก โดยผู้ใช้บริการ EMS มีค่า NIHSS สูงกว่ากลุ่ม Non-EMS ซึ่งสอดคล้องกับ
                  การศึกษาก่อนหน้านี้ในประเทศและต่างประเทศ การศึกษานี้พบว่าระยะเวลาตั้งแต่เกิดอาการจนถึง
                  โรงพยาบาล ทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกัน อาจเพราะผู้ป่วยทั้ง 2 กลุ่มมีการตระหนักรู้ถึงโรคหลอดเลือด
                  สมองทำให้มาถึงโรงพยาบาลได้รวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาก่อนหน้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

                  พบว่าการตระหนักรู้ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่รวดเร็ว แต่จะพบว่าผู้ป่วยที่ใช้บริการระบบ EMS แม้จะมี
                  อาการที่รุนแรงกว่าผู้ป่วย Non-EMS แต่ใช้เวลาตั้งแต่มีอาการจนมาถึงรพ.ได้ใกล้เคียงกัน แสดงให้ว่า ระบบ
                  EMS อาจช่วยในการนำส่งผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากกว่าผู้ป่วยที่มีอาการเพียงเล็กน้อย การศึกษานี้พบว่า

                  ระยะเวลาการได้รับยา rt-PA ไม่แตกต่างกันทั้งสองกลุ่ม โดยมีระยะเวลาที่น้อยกว่า 45 นาที ซึ่งเป็นตาม
                  มาตราฐานสากลที่แนะนำ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการวางระบบดูแลด้วยระบบ fast tract ในโรงพยาบาลนั้น
                  มีความสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับยาได้รวดเร็ว โดยกลุ่มที่ใช้บริการ EMS นั้นได้มีการส่งตัวต่อเพื่อรับการรักษา
                  ด้วยวิธี MT มากกว่ากลุ่มที่ Non-EMS อย่างมีนัยสำคัญ น่าจะเป็นเพราะผู้ป่วยมีค่า NIHSS สูงกว่ากลุ่มไม่ใช้
                  โดยมีโอกาสเป็นเส้นเลือดใหญ่อุดตันมากกว่า และจากการศึกษานี้พบว่าผู้ป่วยที่มาด้วยระบบ EMS มีแนวโน้ม
   867   868   869   870   871   872   873   874   875   876   877