Page 921 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 921
Y12
อภิปรายผล
อัตราความครอบคลุมการคัดกรองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 28.5 ปี 2564
ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนมีนโยบาย Service Plan จากนั้นเพิ่มเป็น 95.01% ในปี 2567 และถึงเกณฑ์มาตรฐาน
หลังจากกำหนดนโยบายให้ดำเนินงานคัดกรองเริ่มปีงบประมาณ 2565 เป็นต้นมา แสดงถึงความสำเร็จ
ของนโยบาย ผู้บริหารเห็นความสำคัญให้การสนับสนุน ความร่วมมือของทีมสหวิชาชีพ การอุทิศตน
การลงข้อมูลในโปรแกรม database คัดกรองการได้ยินและระบบคัดกรองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อัตราการส่งต่อมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องเนื่องจากพยาบาลผู้คัดกรองมีประสบการณ์ ทักษะ ความชำนาญ
ในการตรวจมากขึ้น แต่ยังสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานอาจเกิดจากการใช้ OAE คัดกรองเพียงอย่างเดียวเนื่องจาก
มีผลบวกลวงสูงและมีความไวต่อความผิดปกติของขี้หู ไขทารกแรกเกิดหรือน้ำขังในหูชั้นกลางมากกว่า
เมื่อเทียบกับ AABR การคัดกรอง 2 ขั้นตอน (Two-tier Screening Protocol) คือการใช้ OAE ร่วมกับ AABR
จะช่วยลดอัตราการส่งต่อลงได้ อัตราการกลับมาติดตามการได้ยินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเนื่องจาก
มีการโทรศัพท์ยืนยันก่อนวันนัดตรวจแต่ยังคงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมีสาเหตุมาจากผู้ปกครองติดงาน
หรือภารกิจส่วนตัว ลืมวันนัด ระยะทางจากบ้านไกลจากโรงพยาบาล ไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการมา
ตรวจซ้ำ มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และเด็กป่วย ตามลำดับ การสร้างความตระหนัก ความรู้
ความเข้าใจต่อการสูญเสียการได้ยินของเด็กแก่ผู้ปกครองและการสร้างศูนย์ติดตามการได้ยินโดยใช้โปรแกรม
database จะสามารถช่วยเพิ่มจำนวนการมาติดตามการได้ยินได้ อัตราการตรวจวินิจฉัยการได้ยินด้วย ABR
มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่อายุภายใน 3 เดือน เมื่อพิจารณาที่อายุภายใน 6 เดือน
พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากจำนวนอัตราการส่งต่อลดลง เด็กจึงได้รับการนัดตรวจ ABR
เร็วขึ้นและใช้ระบบนัด ABR แบบ fast track แต่ยังมีปัจจัยที่ทำให้การวินิจฉัยล่าช้าคือการขาดแคลนจำนวน
นักแก้ไขการได้ยินซึ่งไม่เพียงพอต่อการให้บริการแก่ผู้ป่วยทั้งจังหวัดเชียงรายและพะเยาที่ส่งต่อผู้ป่วยมาตรวจ
ซึ่งไม่มีนักแก้ไขการได้ยิน การเตรียมตัวของเด็กก่อนวันนัดตรวจ ผู้ปกครองบางรายไม่ได้เตรียมตัวเด็กให้พร้อม
ก่อนเข้ารับการตรวจ ABR และเด็กป่วยโดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหา anomaly หรือ syndrome ต่าง ๆ ด้านฟื้นฟู
การได้ยินด้วยเครื่องช่วยฟังในเด็กที่เป็น SNHL มีเด็กใส่เครื่องช่วยฟังแต่เกินอายุ 6 เดือน เนื่องจากผู้ปกครอง
ไปจดทะเบียนผู้พิการทางการได้ยินให้แก่บุตรล่าช้าจึงทำให้ใส่เครื่องช่วยฟังล่าช้าออกไป วิธีการแก้ปัญหา
คือนักแก้ไขการได้ยินประสานงานกับห้องอนุมัติสิทธิ์โดยใช้ระบบ fast track เพื่อเปลี่ยนสิทธิ์เป็นผู้พิการ
ณ วันที่เด็กได้รับการยืนยันวินิจฉัยการได้ยินและจะใส่เครื่องช่วยฟังให้ไวที่สุดตามเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนเด็ก
ที่ไม่ได้ใส่เครื่องช่วยฟังเนื่องจากมี Unilateral SNHL Mild SNHL ผู้ปกครองย้ายถิ่นฐาน ไม่มาตามนัด
และติดต่อกับผู้ปกครองไม่ได้
สรุปและข้อเสนอแนะ
ผลการดำเนินงานดีขึ้นต่อเนื่อง แม้ช่วงเริ่มต้นต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน การดำเนินงานควรพัฒนาระบบ
คัดกรอง วินิจฉัย รักษาและฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ ผู้บริหารระดับสูงควรเห็นความสำคัญพร้อมสนับสนุนบุคลากร
งบประมาณ และเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง การศึกษาต่อไปควรสร้างเครือข่ายคัดกรองในโรงพยาบาลชุมชน
เพื่อให้มีความครอบคลุม พัฒนาระบบส่งต่อ เพิ่มอัตราการติดตามโดยให้ความรู้ สร้างความตระหนัก
แก่ผู้ปกครองและเพิ่มจำนวนนักแก้ไขการได้ยินเพื่อวินิจฉัยได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

