Page 176 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 176
D8
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อพัฒนารูปแบบการกระตุ้นพัฒนาการด้วยการสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วน
2. เพื่อประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบการกระตุ้นพัฒนาการด้วยการสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัว
มีส่วนร่วม
วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสถานการณ์การดำเนินงาน และสภาพปัญหาการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก
ปฐมวัย ขั้นตอนที่ 2 การสังเคราะห์รูปแบบการกระตุ้นพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม
ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการกระตุ้นพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม
โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 ครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 1 เดือน และขั้นตอนที่ 4 การประเมินผลการทดลองใช้
รูปแบบการกระตุ้นพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม และสรุปผล เก็บข้อมูลในช่วง
ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นระยะเวลา 4 เดือน ประชากรคือเด็กปฐมวัยและ
ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ในการศึกษาวิจัยนี้ ทำคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง
แบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) โดยกำหนดคุณสมบัติเกณฑ์การคัดเข้า - คัดออก จึงได้ขนาด
จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยจำนวน 30 คน และ เด็กปฐมวัย
จำนวน 30 ราย รวมทั้งสิ้นเป็น 60 ราย
เครื่องมือการวิจัยและเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
1. คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย Developmental Surveillance and Promotion
Manual (DSPM) กระทรวงสาธารณสุข
2. แบบบันทึกการคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามช่วงอายุ ของกระทรวงสาธารณสุข
3 ส่วน 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมวินัยเชิงบวก ในผู้ปกครอง
เด็กปฐมวัย 3) แบบบันทึกคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามช่วงอายุ โดย อสม. ประกอบด้วย
ข้อคำถามการประเมินพัฒนาการตามช่วงอายุ 9, 18, 30 และ 42 เดือน 5 ด้าน ประกอบด้วยด้านการเคลื่อนไหว
ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ด้านการเข้าใจภาษา ด้านการใช้ภาษา ด้านการช่วยเหลือตนเองและ
สังคม ทำการการประเมิน ผ่านเกณฑ์ และไม่ผ่านเกณฑ์ ก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรม
ผู้วิจัยเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูล โดยเก็บข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างก่อนดำเนินกิจกรรม และหลังสิ้นสุด
กิจกรรม ซึ่งเป็นการประเมินผลกลุ่มเดียววัดผลก่อนหลังดำเนินกิจกรรมและสรุปผล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ
ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วย Paired T-test ข้อมูลเชิงคุณภาพนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา โดยผู้วิจัย
ผลการศึกษา
ผลการศึกษาหลังใช้การพัฒนารูปแบบการกระตุ้นพัฒนาการด้วยการสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัว
มีส่วนร่วม (Triple-P) พบว่า ผู้ปกครองสามารถกระตุ้นพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวกได้เพิ่มมากขึ้น
โดยสามารถกระตุ้นพัฒนาการด้านที่สงสัยล่าช้าในเด็กกลุ่มที่สงสัยล่าช้าในระยะเวลา 1 เดือน และ 2 เดือน
ทำให้พัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 32.5 เป็นร้อยละ 76.54 และร้อยละ 94.20 และสามารถค้นหา
เด็กพัฒนาการล่าช้าและส่งพบแพทย์ร้อยละ 3.33 และกลุ่มตัวอย่างมีระดับความถี่ในการสร้างวินัยเชิงบวก
สูงกว่าก่อนการเริ่มใช้รูปแบบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05 ) เช่น ลดการตี เน้นคำชม มีการกอด
การสัมผัสด้วยความรัก ส่งเสริมพัฒนาการให้เด็กเกิดความมั่นใจ จากผลการศึกษาครั้งนี้ใช้ให้เห็นว่าผู้เกี่ยวข้อง
ควรนำกิจกรรม Triple-P ไปดำเนินการเพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะให้กับผู้ปกครองเด็กปฐมวัย ขยายผลสู่
ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเลี้ยงดูเด็ก

