Page 184 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 184
D16
การพัฒนาแนวทางการดูแลทารกแรกเกิดที่มีภาวะหายใจลำบาก โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์
นางปาริชาติ สองเมือง
โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขตสุขภาพที่ 5
ประเภท วิชาการ
ความสำคัญของปัญหาวิจัย
สถิติข้อมูลโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ปีงบประมาณ 2564 – 2566 มีทารกแรกเกิดเจ็บป่วยและ
เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยเด็กวิกฤตจำนวน 442, 486 และ 527 ราย เป็นผู้ป่วยทารกแรกเกิดที่เกิด
ในโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์เอง และรับส่งต่อทารกแรกเกิดมาจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ในเขตจังหวัด
ประจวบคีรีขันธ์จำนวน 26, 15 และ 31 ราย ในจำนวนดังกล่าวเป็นทารกแรกเกิดเจ็บป่วยด้วยภาวะหายใจ
ลำบาก (Respiratory Distress of the Newborn) จำนวนปีละ 185, 257 และ 303 ราย ผู้ป่วยกลุ่มนี้
มีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยเด็กวิกฤตโดยการให้ออกซิเจนบำบัดหรืออุปกรณ์ช่วยหายใจ
แบบไม่รุกล้ำ (Non - invasive) ได้แก่ NCPAP, NIPPV, HHHFNC, LFNC และ Box / Hood จำนวนปีละ
113, 187 และ 239 ราย ในรายที่เกิดภาวะหายใจลำบากรุนแรงหรือมีภาวะหายใจล้มเหลว จำเป็นต้องได้รับ
การรักษาด้วยการใช้เครื่องช่วยหายใจ (Invasive) มีจำนวนปีละ 73, 70 และ 64 ราย พบทารกแรกเกิดที่มี
ภาวะหายใจลำบากรุนแรงและเกิดภาวะความดันเลือดในปอดสูง (PPHN) จำนวนปีละ 1, 5 และ 3 ราย มีทารก
เสียชีวิตจากภาวะนี้ปีละ 1, 3 และ 3 ราย
ด้วยอัตรากำลังของบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่จำนวนผู้ป่วยทารกแรกเกิด
ที่ต้องการการสังเกตอาการ เฝ้าระวังภาวะวิกฤตมีเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ความคาดหวังจากครอบครัวและสังคม
ไม่ได้ลดลง สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan : SP) ปี พ.ศ. 2566 - 2570
ของกระทรวงสาธารณสุข มุ่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เข้าถึง
บริการสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ลดความแออัด ลดระยะเวลาการรอคอย ลดอัตราป่วย และลดอัตราเสียชีวิต
ในโรคที่สำคัญ โดยมีการยกระดับและมุ่งเน้นการบริการที่เป็นเลิศ (Service Excellence) ประกอบกับ
Service plan สาขาทารกแรกเกิด เป็นหนึ่งในสาขาที่ได้รับการมุ่งเน้นให้มีการยกระดับเป็น Service
Excellence ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำปัญหาดังกล่าวมาวางแผนพัฒนาระบบการดูแลทารกแรกเกิดที่มีภาวะ
หายใจลำบากให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
วัตถุประสงค์การศึกษา
เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลทารกแรกเกิดที่มีภาวะหายใจลำบาก ลดอัตราตาย และอัตราการเกิด
ภาวะแทรกซ้อน PPHN
วิธีการศึกษา
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยใช้กระบวนการทบทวนอย่างเป็น
ระบบ และนำหลักวิชาการ หลักฐานเชิงประจักษ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาประยุกต์และพัฒนาด้วยทรัพยากร
เท่าที่มีอยู่ นำทฤษฎีระบบของ Neuman มาเป็นกรอบแนวคิดในการเชื่อมโยงกระบวนการพยาบาล
ในการพัฒนา โดยมองผู้ป่วยแบบองค์รวม เน้นการป้องกัน และลดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นปัญหา รวมทั้ง
การส่งเสริมสุขภาพ ใช้ระเบียบวิธีการคิดและพัฒนาปรับปรุงกระบวนการทำงานในรูปแบบ วงจรเดมมิ่ง
(Deming Circle) หรือ PDCA ของ เอดวาร์ด เดมมิ่ง ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนคือ Plan-Do-Check-Act
นำแนวคิดพื้นฐานของนวัตกรรมมาบูรณาการในการเพิ่มคุณค่าและคุณภาพของการปฏิบัติงาน โดยการคิดค้น
นวัตกรรมทางการพยาบาลด้วยการวิจัยตามกระบวนการพัฒนานวัตกรรม เลือกรูปแบบการใช้หลักฐาน

