Page 185 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 185

D17

                  เชิงประจักษ์ของซูคัพ เป็นกรอบแนวคิดในการวิจัยและพัฒนา กระบวนการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
                  ระยะที่ 1 รวบรวม วิเคราะห์บริบทการให้บริการและปัญหาที่พบจากกระบวนการดูแลผู้ป่วยทารกแรกเกิดที่มี

                  ภาวะหายใจลำบาก ระยะที่ 2 ออกแบบและพัฒนาแนวทางการดูแลทารกแรกเกิดที่มีภาวะหายใจลำบาก
                  โดยการทบทวนกระบวนการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยทารกแรกเกิดที่มีภาวะหายใจลำบากร่วมกับกุมารแพทย์
                  สูติแพทย์ เชื่อมโยงผ่านเวทีการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ และงานอนามัยแม่และเด็กระดับจังหวัด นำผลลัพธ์
                  ที่ได้จากการทบทวนมาจัดทำเป็นแนวทางในการดูแลทารกแรกเกิดที่มีภาวะหายใจลำบาก แล้วนำไปทดลองใช้

                  และปรับปรุงแก้ไขซ้ำจนได้แนวปฏิบัติที่เหมาะสม ระยะที่ 3 ประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นมาใหม่
                  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เป็นแพทย์และพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงาน
                  ในหอผู้ป่วยเด็กวิกฤต โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 18 คน และทารกแรกเกิดที่ได้รับการวินิจฉัยและ

                  เข้ารับการดูแลรักษาภาวะหายใจลำบากในหอผู้ป่วยเด็กวิกฤตโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่
                  1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 กันยายน 2567 จำนวน 276 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
                  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของแพทย์ พยาบาล และทารกแรกเกิด
                  แบบสอบถามความคิดเห็นของแพทย์และพยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติในการดูแลทารกแรกเกิดที่มีภาวะหายใจ
                  ลำบาก เพื่อเปรียบเทียบระหว่างรูปแบบเดิมกับแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ และความพึงพอใจของ

                  ผู้ให้บริการ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาทารกแรกเกิด
                  ในด้านความถูกต้อง ความตรงของเนื้อหา และความน่าเชื่อถือ รวบรวมความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒินำมาคิด
                  ค่าดัชนีความตรงของเนื้อหา ได้เท่ากับ 0.89 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวปฏิบัติในการค้นหาปัจจัยเสี่ยง

                  เชิงรุกในมารดาที่มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดปัจจัยชักนำสู่ภาวะหายใจลำบากในทารกแรกเกิด (แบบประเมิน
                  EONS) แนวปฏิบัติในการเฝ้าระวังทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยงโดยใช้เครื่องมือประเมิน EWS, RD score,
                  S.T.A.B.L.E. program, EONS guide line ที่ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรง
                  ความเชื่อมั่นและความปลอดภัย โดยกุมารแพทย์และพยาบาลเวชปฏิบัติทารกแรกเกิดของโรงพยาบาล

                  ประจวบคีรีขันธ์ นำไปทดลองใช้กับทารกแรกเกิดจำนวน 15 ราย และปรับปรุงตามข้อชี้แนะของผู้ทรงคุณวุฒิ
                  แล้วจึงนำไปให้ผู้ปฏิบัติใช้กับผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

                  ผลการศึกษา
                         1. ได้แนวปฏิบัติในการดูแลทารกแรกเกิดที่มีภาวะหายใจลำบากของโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์
                  ที่เป็นมาตรฐานนำมาปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ผู้ปฏิบัติสื่อสารเข้าใจตรงกัน

                  และปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
                         2. แนวปฏิบัติในการดูแลทารกแรกเกิดที่มีภาวะหายใจลำบากที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ช่วยลดอุบัติการณ์
                  ทารกแรกเกิดที่มีภาวะหายใจลำบากรุนแรงและเกิดภาวะความดันเลือดในปอดสูง (PPHN) และช่วยลด

                  อุบัติการณ์ทารกเสียชีวิตจากภาวะ PPHN โดยพบว่ามีทารกแรกเกิดที่มีภาวะหายใจลำบากเข้ารับการรักษา
                  ในโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ 276 ราย ได้รับการประเมินภาวะหายใจลำบากตามมาตรฐานร้อยละ 100
                  ไม่พบอัตราทารกแรกเกิดหายใจลำบากที่ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน พบทารกแรกเกิดที่มี
                  ภาวะหายใจลำบากรุนแรงและเกิดภาวะความดันเลือดในปอดสูง (PPHN) จำนวน 5 ราย (คิดเป็นอุบัติการณ์
                  4.37 ต่อทารกแรกเกิดมีชีพ 1,000 ราย) ทารกแรกเกิดที่มีภาวะหายใจลำบากเสียชีวิตจากภาวะ PPHN 2 ราย

                  (คิดเป็นร้อยละ 40) อัตราเสียชีวิตของทารกแรกเกิดที่มีภาวะหายใจลำบาก 3.49 ต่อพันการเกิดมีชีพ
                         3. แพทย์และพยาบาลวิชาชีพผู้ใช้แนวปฏิบัติในการดูแลทารกแรกเกิดที่มีภาวะหายใจลำบาก
                  ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดร้อยละ 66.67 คือ แพทย์มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด

                  ในด้านความสะดวกในการใช้งาน และช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดกับผู้ป่วย พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจ
                  ระดับมากที่สุดในด้านความสะดวกในการใช้งาน และช่วยลดภาระงานในการดูแลผู้ป่วย
   180   181   182   183   184   185   186   187   188   189   190