Page 217 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 217
D49
การผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้นล่าช้า ที่อายุระหว่าง 24 - 48 ชั่วโมง จำนวน 7 ราย คิดเป็นร้อยละ 11.9 และมีทารก
ที่ได้รับการผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้นที่อายุมากกว่า 48 ชั่วโมง จำนวน 3 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.83 และต่อมา
ในปี 2565 - 2566 มีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติเป็นเจ้าหน้าที่ใหม่ มากกว่าร้อยละ 50 ของเจ้าหน้าที่
ทั้งหมด พบอัตราการได้รับการผ่าตัดล่าช้า เพิ่มมายิ่งขึ้นเป็น คิดเป็นร้อยละ 8.33, 12.5 และ 40 ตามลำดับ
เนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติยังขาดความรู้ความเข้าใจ ส่งผลให้มีการประเมินผิดพลาดและล่าช้า ทำให้เกิด
ผลกระทบต่อมารดาและทารก ในด้านทารกพบว่าทารกจะมีภาวะตัวเหลือง เนื่องจากได้รับน้ำนมไม่เพียงพอ
น้ำหนักตัวไม่ขึ้น หงุดหงิด ร้องกวน ในด้านมารดาจะทำให้เกิดภาวะเจ็บหัวนม หัวนมแตก เต้านมคัด ท่อน้ำนม
อุดตัน เต้านมอักเสบ หรือเป็นฝีที่เต้านมตามมาได้ จึงได้มีแนวคิดการสร้างและพัฒนานวัตกรรมต้นแบบ
มาตรวัดพังผืดใต้ลิ้น : เครื่องมือประเมินและวินิจฉัยภาวะลิ้นติดทารกแรกเกิด ที่ใช้วัดและประเมินระดับภาวะ
ลิ้นติดที่ง่าย สะดวกต่อการใช้งาน เพื่อที่ทารกแรกเกิดทุกคนจะได้รับการคัดกรองภาวะพังผืดใต้ลิ้นทุกราย
และในรายที่ผิดปกติก็ได้รับการตัดพังผืดใต้ลิ้นรวดเร็ว ทันเวลา สะดวกต่อการใช้งาน โดยจะนำแนวคิด
การพัฒนานวัตกรรม 5 ขั้นตอนของเดวิด Kelly (1999) มาเป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนานวัตกรรม ร่วมกับ
การใช้เกณฑ์การประเมินการวินิจฉัยภาวะลิ้นติดตามเกณฑ์ของ Kotlow (1999) รวมทั้งแนวคิดการออกแบบ
ลักษณะการเลื่อนระดับของสเกลตามหลักแรงดันและแรงกระทบของเครื่องตรวจสมรรถภาพปอด
(spirometer) แบบเป่าซึ่งใช้ในคลินิกโรคหอบหืด โดยเริ่มต้นจากการปรับสเกลไว้ที่ตำแหน่ง 0 เท่ากันทุกคน
เมื่อผู้ป่วยเป่าก็จะเกิดแรงดันกระทำต่อแผ่นไดอะแฟรมซึ่งมีแรงเสียดทานต้านเล็กน้อย ถ้าผู้ป่วยไม่มีภาวะ
อุดกั้นทางเดินหายใจ ลมที่เป่าออกมาก็จะแรงและเร็ว ทำให้มีแรงดันตกกระทบต่อแผ่นไดอะแฟรมมาก สเกลก็
จะเคลื่อนที่ไปได้ไกล ค่าที่อ่านได้ก็จะสูง ในทำนองกลับกัน ผู้ป่วยที่มีการตีบของทางเดินหายใจ หรือหอบหืด
จะมีการอุดกั้นทางเดินหายใจขนาดเล็ก ทำให้ลมที่เป่าออกมามีความเร็วน้อยกว่า ก็จะส่งผลต่อแรงที่ตกกระทบ
แผ่นไดอะแฟรมน้อยกว่า ค่าที่อ่านก็จะได้น้อย ทำให้แพทย์สามารถประเมินระดับการอุดกั้นของทางเดินหายใจได้
ซึ่งจะนำมาปรับทำเป็นหลักการปรับระดับสเกลในการวินิจฉัยพังผืดใต้ลิ้นนี้ เพื่อให้ได้นวัตกรรมต้นแบบ
“มาตรวัดพังผืดใต้ลิ้น ในทารกแรกเกิด” ให้พยาบาลผู้รับทารกแรกเกิดในห้องคลอดทุกคนสามารถประเมิน
ได้เหมือนกัน ถึงแม้จะมาจากหน่วยงานไหนก็สามารถประเมินภาวะลิ้นติดได้เหมือนกัน เป็นการเตรียมความพร้อม
ในการดูแลรักษา ให้การตัดพังผืดใต้ลิ้นตามรูปแบบการดูแลในแต่ละขั้นตอน และส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วย
นมแม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันและลดอุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อนกับมารดาและทารก เพิ่มอัตรา
ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก่อนออกจากโรงพยาบาล อันจะนำไปสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วย
นมแม่อย่างเดียว 6 เดือน ให้มากขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป
วัตถุประสงค์การศึกษา
เพื่อพัฒนาและทดสอบนวัตกรรมต้นแบบ : มาตรวัดพังผืดใต้ลิ้นในทารกแรกเกิดในการวัดและ
แปลผลได้ตามเกณฑ์การวินิจฉัย
วิธีการศึกษา
ใช้กรอบแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ (Design thinking) ของเดวิด เคลลี่ 5 ขั้นตอนได้แก่ 1) การเข้าใจ
ปัญหา : ปัจจุบันการประเมินภาวะลิ้นติดใช้การประเมินด้วยสายตา เกิดความคลาดเคลื่อนได้ รวมทั้ง
การประเมินพังผืดใต้ลิ้นโดยพยาบาลรับทารกที่มาจากหลากหลายหน่วยงาน สมรรถนะในการประเมินแตกต่าง
กัน ต้องการมีเครื่องมือที่ใช้วัดได้ถูกต้อง สะดวกต่อการใช้งาน 2) การกำหนดปัญหา : เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นต้อง
สามารถใช้ประเมินระดับพังผืดใต้ลิ้นและบอกค่าเป็นระดับมิลลิเมตรซึ่งพยาบาลรับเด็กใช้วัดได้เป็นมาตรฐาน
เดียวกัน 3) การแก้ไขปัญหา : R1 พัฒนาและสร้างเครื่องมือที่ใช้สอดเข้าไปใต้ลิ้นทารกแรกเกิดและมีสเกลบอก
ระดับพังผืด วัดค่าได้ทันที โดยแบ่งระดับตามเกณฑ์การวินิจฉัยของ Kotlow (1999) 4) การสร้างต้นแบบและ
พัฒนานวัตกรรม : (R1-D1) ออกแบบเครื่องมือวัดโดยใช้ 3 D Printer เพื่อสร้างอุปกรณ์วัด คล้ายเครื่อง

