Page 646 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 646
N25
เป็นร้อยละ 18.75 และทุกรายที่มีการ de-escalation สามารถจำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้านได้ ส่วนขนาดการใช้ยา
เฉลี่ยในหน่วย defined daily dose (DDD)/1,000 วันนอน ของยา meropenem, colistin และ vancomycin
ก่อนและหลังใช้ระบบ มีค่าเท่ากับ 38.36 vs 18.51, 1.92 vs 1.12 และ 1.35 vs 1.96 ตามลำดับ ซึ่งพบว่ายา
meropenem มีปริมาณ DDD เฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากก่อนใช้ระบบคือ 38.36 เป็น 18.51
DDD/1,000 วันนอน (p=.02) ส่วนยา colistin มีค่าเฉลี่ย DDD ลดลงและ vancomycin มีค่าเฉลี่ย DDD
เพิ่มขึ้น แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ p=.43 และ p=.63 ตามลำดับ ข้อมูลแนวโน้มอัตราเชื้อดื้อยาในปี 2565,
2566 และ 2567 เท่ากับ 15.86, 12.29 และ 13.17 ตามลำดับ และอัตราเชื้อที่ดื้อต่อยากลุ่ม carbapenems
(CRE) ปี 2565, 2566 และ 2567 เท่ากับ 11.35, 8.72 และ 9.84 ตามลำดับ
อภิปรายผล
การศึกษานี้เป็นการศึกษาผลของการติดตามแบบเชิงรุกโดยเภสัชกรในระบบกำกับการใช้ยาปฏิชีวนะ
กลุ่มที่ต้องควบคุม ซึ่งแพทย์ให้ความร่วมมือในการใช้ใบประกอบก่อนการสั่งใช้ การติดตามแบบเชิงรุกโดย
เภสัชกรช่วยแจ้งเตือนแพทย์ ส่งผลให้มีการ de-escalation ยาในกลุ่มผู้ป่วยที่ผลเพาะเชื้อไม่พบเชื้อได้เพิ่ม
มากขึ้นกว่าการไม่มีระบบติดตาม และระบบกำกับการใช้ยาปฏิชีวนะช่วยให้ปริมาณการใช้ยา meropenem
ในหน่วย DDD/1,000 วันนอน ซึ่งเป็น board spectrum antibiotic ที่มีสัดส่วนการใช้ยามากที่สุดในโรงพยาบาล
มีค่าเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วน colistin และ vancomycin พิจารณาจากสัดส่วนพบว่ายังมี
อัตราการใช้ยาค่อนข้างน้อย
สรุปและข้อเสนอแนะ
ระบบกำกับการใช้ยาปฏิชีวนะและการติดตามเชิงรุกโดยเภสัชกรช่วยให้การใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มที่
ต้องควบคุมมีการ de-escalation เพิ่มมากขึ้น สามารถช่วยลดปริมาณการใช้ยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจต้อง
เก็บข้อมูลภาพรวมเพื่อวิเคราะห์ด้านประสิทธิภาพของการรักษา อัตราการเสียชีวิตและอัตราการเกิดเชื้อดื้อยา
ในระยะยาวเพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบ

