Page 287 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 287

F12

                         4. กำหนดการใช้แบบฟอร์มการอ่าน และแปลผล EFM ในหญิงตั้งครรภ์รอคลอดทุกราย และแปลผล

                  ร่วมกับแพทย์
                         5. กำหนด Early warning signs ในการเฝ้าระวังภาวะ Birth Asphyxia การรายงานแพทย์ และส่งผล

                  EFM ทางไลน์ เพื่อให้สูติแพทย์รับทราบทุกราย

                         6. นิเทศหน้างานโดยการสุ่ม การอ่านและแปลผล EFM รายบุคคล ขณะรับและส่งเวร
                         7. เก็บข้อมูลการอ่านและแปลผล EFM รายบุคคล นำมาวิเคราะห์ และพัฒนาต่อไป

                         8. เก็บข้อมูลความผิดพลาดในการแปลผล EFM ที่ส่งผลให้ทารกเกิดภาวะ Birth Asphyxia เพื่อนำมาทบทวน

                  ผลของการศึกษา

                         จากการศึกษา พบว่าพยาบาลวิชาชีพในห้องคลอดจำนวน 8 คน ได้รับการฝึกอบรมการอ่านและแปลผล
                  EFM จากสูติแพทย์ ร้อยละ 100 ทำแบบทดสอบก่อนการอบรมได้ถูกต้อง ร้อยละ 87.5 ทำแบบทดสอบหลัง

                  การอบรมได้ถูกต้อง ร้อยละ 100 และจากการสุ่มทดสอบสมรรถนะรายบุคคล ปี 2568 พบว่าพยาบาลวิชาชีพ

                  ในห้องคลอด สามารถอ่านและแปลผล EFM ที่ผิดปกติในระยะคลอด ตามแบบฟอร์มที่กำหนดได้ถูกต้อง ร้อยละ 100
                  ในปี 2568 ไม่พบอุบัติการณ์การแปลผล EFM ผิดพลาด ทำให้ไม่มีการรายงานแพทย์ล่าช้า ส่งผลให้ไม่พบ

                  ทารกแรกเกิดมีภาวะขาดออกซิเจน ในผู้คลอดที่ได้รับการติด EFM ในระยะคลอด

                  อภิปรายผล

                         การพัฒนาสมรรถนะที่สำคัญของพยาบาลวิชาชีพในห้องคลอดเพื่อช่วยในการประเมินสุขภาพของทารก
                  ในครรภ์ โดยพัฒนาทักษะการอ่านและแปลผล EFM จำเป็นต้องมีการทำความเข้าใจหลักการทำงานของ EFM

                  ศึกษาองค์ประกอบของการอ่าน EFM และมีการฝึกแปลผล EFM อย่างเป็นระบบ และฝึกการอ่านและแปลผล

                  EFM ร่วมกับสูติแพทย์ การทบทวนความเสี่ยงจากการแปลผล EFM ผิดพลาด เพื่อประเมินและปรับปรุงแนวปฏิบัติ
                  ทางคลินิก โดยใช้ข้อมูลจาก EFM มาวิเคราะห์ และการพัฒนาแนวทาง ปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานของหน่วยงาน


                  สรุปและข้อเสนอแนะ
                         การอ่านและแปลผล EFM ในระยะคลอดของพยาบาลวิชาชีพห้องคลอด มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

                  เนื่องจากสามารถประเมินความเสี่ยงในการเกิดภาวะ ขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด ทำให้ได้รับการวินิจฉัย

                  ได้รวดเร็ว ส่งผลให้ทารกเกิดรอด ปลอดภัย ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ดังนั้นการพัฒนาสมรรถนะ การอ่านและแปลผล
                  EFM ต้องทำอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญต้องมีการนิเทศติดตาม สุ่มการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง จะทำให้พยาบาลที่ดูแล

                  ผู้คลอดมีความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้คลอดอย่างมีคุณภาพ
   282   283   284   285   286   287   288   289   290   291   292