Page 288 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 288
F13
การให้คำปรึกษาแบบคู่ (Couple Counselling) ในหญิงตั้งครรภ์ผ่านกระบวนการ 5R
นางจุฑารัตน์ จิราพงษ์
โรงพยาบาลแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา เขตสุขภาพที่ 6
ประเภท นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์
ความสำคัญของปัญหา
การฝากครรภ์เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการพัฒนาคุณภาพประชากรเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์เพื่อการตั้งครรภ์
และการคลอดที่เป็นไปอย่างราบรื่นมารดาและทารกปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนและมีสุขภาพแข็งแรง
ซึ่งหญิงตั้งครรภ์และคู่ทุกรายได้รับการบริการที่มีคุณภาพโดยเน้นการส่งเสริมสนับสนุนให้หญิงตั้งครรภ์ฝากครรภ์
ก่อน 12 สัปดาห์และได้รับการดูแลต่อเนื่องและครบถ้วนตามเกณฑ์ฝากครรภ์คุณภาพ และคู่ควรได้รับ
การตรวจเลือดเพื่อค้นหาความผิดปกติของโรคธาลัสซีเมียและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญ ได้แก่ HIV,
Syphilis เพื่อลดการถ่ายทอดเชื้อไปยังมารดาและทารก หากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ซึ่งการติดเชื้อเอชไอวี
จากแม่สู่ลูกเป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อเอชไอวีในเด็ก กรณีไม่ได้รับยาต้านเอชไอวีระหว่างตั้งครรภ์ มีโอกาส
ถ่ายทอดเชื้อให้ทารกสูง ถึงร้อยละ 25-40 (ภัณฑิรา อนุรักษ์สุวรรณ และ เฟื่องลดา ทองประเสริฐ, 2566)
แม้การติดเชื้อเอชไอวีไม่เพิ่มความพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์ แต่รายงานพบว่าการติดเชื้อเอชไอวี
เพิ่มอัตราการแท้งบุตร ทารกโตช้าในครรภ์ การคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักน้อย ทารกตายคลอดและ
ตายปริกำเนิด แต่หากสตรีตั้งครรภ์ได้รับยาต้านไวรัส HAART: (Highly Active Antiretroviral Therapy)
ในช่วงระหว่างตั้งครรภ์พบว่าภาวะเหล่านี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสตรีที่ไม่ได้รับยาต้านไวรัส
(ภัณฑิรา อนุรักษ์สุวรรณ และ เฟื่องลดา ทองประเสริฐ, 2566 )
จากรายงานการติดตามการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
พบอัตราการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกปี พ.ศ. 2561-2565 คิดเป็นร้อยละ 1.34,1.97,1.65,1.61และ1.96
(HIV INFO HUB ศูนย์รวมข้อมูลสารสนเทศด้าน HIV ,2566) โดยประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะลดอัตรา
การถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกให้ต่ำกว่าร้อยละ 1 และพบมารดาที่ติดเชื้อซิฟิลิส รวมถึงคู่ที่มีผลเลือดต่าง
ซึ่งต้องให้การดูแลรักษารวมถึงการติดตามผลการตรวจอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งทารกคลอด ดังนั้นสิ่งสำคัญ
คือ ต้องให้ความสำคัญกับการวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่ฝากครรภ์ครั้งแรก ติดตาม
คู่มาตรวจเลือด ไม่ล่าช้าในการเริ่มยาต้านไวรัสและตรวจติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการให้ยา
และวางแผนการคลอดเพื่อลดการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีและเชื้อซิฟิลิสจากแม่สู่ลูกให้น้อยที่สุด
จากสถิติของโรงพยาบาลแปลงยาว พบหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีปี พ.ศ. 2564-2566 คิดเป็น
ร้อยละ0.74,0.45 และ 0.89 ตามลำดับ มารดาที่ติดเชื้อซิฟิลิส คิดเป็นร้อยละ 1.48,1.58 และ 3.35 ราย
ตามลำดับ ทบทวนระบบงานเดิมในการฝากครรภ์ครั้งแรก มีกระบวนการในการให้คำปรึกษากับมารดา
เพื่อเจาะเลือดหากพาสามีมาในวันและเวลาดังกล่าวดำเนินการเจาะเลือดให้สามีร่วมด้วยเนื่องจากไม่มีแนวทาง
ปฏิบัติที่ชัดเจน รวมถึงทักษะของผู้ปฏิบัติงานในการให้คำปรึกษาแตกต่างกัน ส่งผลให้หญิงตั้งครรภ์ที่มารับ

