Page 548 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 548
L7
ผลการศึกษา
1. ปริมาณการสั่งจ่ายยาสมุนไพรทั้ง 10 คู่เพิ่มขึ้น จาก 1,041 เป็น 2,552 ครั้ง (+145.15%)
โดย 8 คู่ยา มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากการวิเคราะห์ด้วย Wilcoxon signed-rank test ได้แก่
ครีมไพล (731 เป็น 1,531 ครั้ง, +109.44%), ยาน้ำแก้ไอมะขามป้อม (199 เป็น 455 ครั้ง, +128.64%),
ขมิ้นชัน (68 เป็น 126 ครั้ง, +85.29%), ยาธาตุอบเชย (60 เป็น 155 ครั้ง, +158.33%), ยาขิง (0 เป็น 43 ครั้ง,
+100%), ยาหอมเทพจิตร (0 เป็น 48 ครั้ง, +100%), มะระขี้นก (0 เป็น 5 ครั้ง, +100%), และลูกประคบ
(0 เป็น 75 ครั้ง, +100%) ยาผสมเพชรสังฆาตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (2 เป็น 5 ครั้ง, +150%, p=.161)
ส่วนยาหม่องพญายอลดลง (41 เป็น 11 ครั้ง, -73.17%, p=.001)
2. สัดส่วนปริมาณการสั่งจ่ายยาสมุนไพรต่อใบสั่งยาทั้งหมดเพิ่มขึ้น จาก 19.92% เป็น 42.79%
และพบใบสั่งยาสมุนไพรที่จับคู่กับยาแผนปัจจุบันรวม 1,188 ใบ คิดเป็น 19.92% ของใบสั่งยาทั้งหมดหลัง
พัฒนา
3. การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น พบว่าระบบมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับ
การสั่งจ่ายยาสมุนไพร 8 รายการ ได้แก่ ครีมไพล(β = 0.203), ยาน้ำแก้ไอมะขามป้อม(β = 0.243), ขมิ้นชัน
(β = 0.316), ยาธาตุอบเชย(β = 0.225), ยาผสมเพชรสังฆาต(β = 0.138), ยาหม่องพญายอ (β = 0.287),
ยาหอมเทพจิตร (β = 0.707) และมะระขี้นก (β = 0.809) ไม่พบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติสำหรับยา
ขิงและลูกประคบ ผลการวิเคราะห์ยังแสดงว่า Tolperisone มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
กับการสั่งจ่ายครีมไพล (β = 0.796) และลูกประคบ (β = 0.792), Dextromethorphan (β = 0.359)

