Page 549 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 549

L8

                  และ Bromhexine (β = 0.397) กับยาน้ำแก้ไอมะขามป้อม, Omeprazole กับขมิ้นชัน (β = 0.675),
                                                                   ®
                  Simethicone กับยาธาตุอบเชย (β = 0.769), DOPROCT  กับยาผสมเพชรสังฆาต (β = 0.835), Acyclovir
                  กับยาหม่องพญายอ (β = 0.706), Dimenhydrinate กับยาขิง (β = 0.835) ส่วน Lorazepam และ MTV
                  ไม่พบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติกับการสั่งจ่ายยาหอมเทพจิตรและมะระขี้นก
                         4. ข้อมูลจาก HDC พบสัดส่วนการใช้ยาสมุนไพรเพิ่มขึ้นจาก 31.95% (ไตรมาส 2/2567)
                  เป็น 36.67% (ไตรมาส 2/2568) และจาก 28.90% (ปีงบ 2567) เป็น 32.95% (ปีงบ 2568) มูลค่าการใช้ยา

                  สมุนไพรเพิ่มขึ้นจาก 5.03% (ไตรมาส 2/2567) เป็น 7.37% (ไตรมาส 2/2568) และจาก 4.37% (ปีงบ 2567)
                  เป็น 6.61% (ปีงบ 2568)
                         5. บุคลากรผู้ใช้งานระบบมีแนวโน้มความพึงพอใจในระดับสูง (93.8 ± 0.50, n=10) โดยเฉพาะ
                  ด้านความรวดเร็วของการแนะนำคู่ยาและประโยชน์ต่อการส่งเสริมการจ่ายยาสมุนไพร ซึ่งสอดคล้อง

                  กับความคิดเห็นที่ว่าระบบช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มความสะดวกในการสั่งจ่ายยาสมุนไพร

                  อภิปรายผล
                         ระบบที่พัฒนามีผลต่อการสั่งจ่ายยาสมุนไพร 10 รายการที่จับคู่กับยาแผนปัจจุบันเพิ่มขึ้นจาก 1,041
                  เป็น 2,552 ครั้ง (+145.15%) โดยเฉพาะ 8 รายการ ได้แก่ ครีมไพล, ยาน้ำแก้ไอมะขามป้อม, ขมิ้นชัน, ยาธาตุ
                  อบเชย, ยาขิง, ยาหอมเทพจิตร, มะระขี้นก และลูกประคบ สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นที่พบ

                  ความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างระบบกับแนวโน้มการสั่งจ่ายสมุนไพรเหล่านี้ (ยกเว้นยาขิงและลูกประคบซึ่งไม่มี
                  นัยสำคัญทางสถิติ) บ่งชี้ว่าการใช้ระบบที่มากขึ้นมีความสัมพันธ์กับการสั่งจ่ายยาสมุนไพรที่เพิ่มขึ้น (ตัวอย่างเช่น
                  ใช้ระบบเพิ่ม 1 ครั้ง สัมพันธ์กับการสั่งจ่ายครีมไพลที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 0.203 ครั้ง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ)
                  ขณะเดียวกันพบว่ายาแผนปัจจุบัน ได้แก่ Tolperisone, Omeprazole, Bromhexine, Dextromethorphan,

                                         ®
                  Simethicone, DOPROCT , Acyclovir และ Dimenhydrinate มีความสัมพันธ์กับการสั่งจ่ายยาสมุนไพร
                  ที่จับคู่เพิ่มขึ้น(ตัวอย่างเช่น สั่งจ่าย Tolperisone เพิ่มขึ้น 1 ครั้ง สัมพันธ์กับกับการสั่งจ่ายครีมไพลเพิ่มขึ้น
                  โดยเฉลี่ย 0.796 ครั้ง) อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการสั่งจ่าย เช่น ยาหม่องพญายอลดลง
                  จากการนำจ่ายขณะเยี่ยมบ้านและความถี่การใช้ Acyclovir ที่ลดลง ผลลัพธ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญ

                  ของระบบในการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อการสั่งจ่ายยาสมุนไพรในโรงพยาบาล ทั้งนี้ข้อมูลจาก HDC
                  ยังสะท้อนแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของปริมาณและมูลค่าการใช้ยาสมุนไพรทั้งในระดับไตรมาสและรายปี
                  โดยปริมาณยาสมุนไพรเพิ่มขึ้นจาก 28.90% (ปีงบประมาณ 2567) เป็น 32.95% (ปีงบประมาณ 2568) ซึ่งเป็น
                  การเพิ่มขึ้นถึง 14.01% จากค่าเดิม และมูลค่ายาสมุนไพรเพิ่มขึ้นจาก 4.37% (ปีงบประมาณ 2567)

                  เป็น 6.61% (ปีงบประมาณ 2568) แม้ว่าจะยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ 10% แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 51.26%
                  จากค่าเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบดังกล่าวมีส่วนช่วยสนับสนุนการใช้ยาสมุนไพรในโรงพยาบาล
                  สรุปและข้อเสนอแนะ
                         ระบบ "Herb-Drug AutoKey" มีแนวโน้มที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการสั่งจ่ายยา

                  สมุนไพร ทำให้ปริมาณ สัดส่วน และมูลค่าการใช้ยาสมุนไพรในโรงพยาบาลค้อวังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมี
                  นัยสำคัญในหลายรายการ ซึ่งบ่งชี้ถึงศักยภาพของระบบในการสนับสนุนการใช้ยาสมุนไพรในโรงพยาบาล
                         ข้อเสนอแนะ
                         1. ขยายคู่ยาให้ครอบคลุมโรคและอาการที่พบบ่อย

                         2. ติดตามผลระยะยาวและศึกษาปัจจัยเชิงคุณภาพอื่นที่มีผลต่อการสั่งใช้ยาสมุนไพร
                         3. ประเมินผลลัพธ์ทางคลินิกและความพึงพอใจของผู้ป่วย
                         4. เชื่อมโยงข้อมูลระบบจ่ายยาสมุนไพรกับคลังยาและต้นทุนยา
   544   545   546   547   548   549   550   551   552   553   554