Page 609 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 609
N19
การวิเคราะห์ข้อมูล: สถิติ Paired-Sample t-test และ Independent test ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ
95 กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics)
Plan: กำหนดโครงสร้างทีมงานและมอบหมายผู้รับผิดชอบโดย จัดตั้งทีมสหวิชาชีพคลินิกโรคหืด
และปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Asthma-COPD Clinic) ประชุมร่วมกันเพื่อระดมความคิดกำหนดวัตถุประสงค์
และตัวชี้วัดการดำเนินงาน วิเคราะห์ปัญหาของกลุ่มผู้ป่วยโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง วางแผนการดำเนินงาน
โดยออกแบบแบบฟอร์มบันทึกข้อมูลการติดตามการใช้ยาของผู้ป่วย
Do: เภสัชกรประเมิน Compliance การใช้ยาสูดพ่นของผู้ป่วยโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง ณ คลินิก
โรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Asthma-COPD Clinic) และเขียนโปรแกรม Chatbot AI เพื่อเป็นเครื่องมือช่วย
ส่งเสริมการใช้ยาอย่างถูกต้องและสมเหตุผลร่วมกับติดตามประเมินเทคนิคการใช้ยาทั้งหมด 4 ครั้งที่มา
รับบริการพร้อมแนะนำวิธีการใช้ยา แนะนำวิธีใช้ Chatbot AI และทดสอบการใช้ยาของผู้ป่วยจนกว่าจะใช้ยา
ถูกต้อง นำเสนอนวัตกรรม Chatbot AI แก่แพทย์ เจ้าหน้าที่ รพ.สต. และ อสม.เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์
Chatbot AI ให้ใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายและรับทราบผลการดำเนินงาน RDU ร่วมกันผ่าน Chatbot AI
เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานให้เกิดการใช้ยาอย่างสมเหตุผลจากนั้นเภสัชกรจะติดตามตอบคำถามและให้
คำปรึกษาผ่าน Chatbot AI ภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากได้รับคำถาม
Check: ประเมินผลการดำเนินงานโดยวิเคราะห์ Compliance การใช้ยาของผู้ป่วย อัตราการควบคุม
อาการหอบหืด อัตราการเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉิน อัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและค่าใช้จ่าย
ในการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัตนวาปี
Act: พัฒนางานโดยการขยายผลการใช้งานนวัตกรรม Chatbot AI ให้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายและ
ได้ประโยชน์สูงสุดให้โรงพยาบาลอื่นๆใช้งานร่วมด้วย เช่น โรงพยาบาลโพนพิสัย โรงพยาบาลศรีเชียงใหม่
เป็นต้น ทบทวนปัญหาและอุปสรรคการดำเนินงานร่วมกับสหวิชาชีพ เจ้าหน้าที่ รพ.สต. อย่างสม่ำเสมอ
ผลการศึกษา
ผลลัพธ์ทางคลินิก: จากการประเมินติดตาม Compliance การใช้ยาหลังจากให้ Intervention
แก่ผู้ป่วย พบว่า ผู้ป่วยสามารถใช้ยาได้ถูกต้องมากขึ้น โดยมีอัตราการใช้ยาถูกต้องในการประเมินติดตามครั้งที่
1, ครั้งที่ 2, ครั้งที่ 3, ครั้งที่ 4 ตามลำดับ ดังนี้ ร้อยละ 31.9, ร้อยละ 64.6, ร้อยละ 84.6, ร้อยละ 100
ตามลำดับ (P < 0.05) เป็นผลให้สามารถควบคุมอาการหอบหืดได้มากขึ้น(P<0.05) ลดอัตราการเข้ารับ
การรักษาในห้องฉุกเฉิน(P<0.05) ลดอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล(P<0.05)และค่าใช้จ่าย
ในการรักษาพยาบาลลดลงจาก 255,834.5 บาทเป็น 52,367.5 บาทอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( P <0.05)
โดยมีผลลัพธ์ทางคลินิก ดังนี้
✓ อัตราการควบคุมอาการได้ของผู้ป่วยในการประเมินติดตามครั้งที่ 1 ,ครั้งที่ 2 ,ครั้งที่ 3 ,ครั้งที่ 4
ตามลำดับ ดังนี้ ร้อยละ24.1 , ร้อยละ52 , ร้อยละ62 , ร้อยละ 50 ตามลำดับ
✓ อัตราการเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินลดลงในการประเมินติดตามครั้งที่ 1 ,ครั้งที่ 2 ,ครั้งที่ 3 ,ครั้งที่
4 ตามลำดับ ดังนี้ ร้อยละ32.8 , ร้อยละ12.5 , ร้อยละ0 , ร้อยละ 25 ตามลำดับ ส่งผลให้ค่าใช้จ่าย
ในการรักษาพยาบาลในห้องฉุกเฉินลดลงจาก 56,880.5 บาท เหลือ 30,030 บาท

